รอบรู้ 360 องศา การดูแลสุขภาพ การป้องกันและการรักษาโรค สำหรับคนวัยทำงาน

6-พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ-หนุ่มสาววัยทำงาน.jpg

ด้วยภาระรับผิดชอบของคนวัยทำงาน โดยเฉพาะในเมือง ทำให้หลายๆคนจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเรื่องการเดินทาง การกิน การทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การปรับตัวดังกล่าวทำให้บางคนมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

เรื่องนี้ ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ที่ปรึกษาแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้บอกถึงสาเหตุ พร้อมแนะนำวิธีหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงจากพฤติกรรมทำลายสุขภาพโดยเฉพาะในหนุ่มสาววัยทำงานไว้ ดังนี้

 

การอดอาหารเช้า หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา

หากไม่รับประทานมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงเกิดสภาวะมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสมองเสื่อมได้อีกด้วย ขณะที่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลานั้น อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ก็อาจจะเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้

 

การบริโภคอาหารไม่มีประโยชน์

การรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารสำเร็จรูป ถึงแม้ว่าจะสะดวกสบาย และใช้เวลาน้อยก็ตาม แต่ถ้าหากเรากินอาหารพวกนี้เป็นประจำ ย่อมเกิดผลเสียต่อร่างกายแน่นอน นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังเป็นตัวการก่อโรคอีกหลายชนิดด้วย เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วนและโรคตับ เป็นต้น

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมาก กินหวานเค็มเกินมาตรฐานสุขภาพกว่า 2 เท่า โดยสาเหตุหลักมาจากการปรุงรสที่เกินพอดี ดังนั้นควรเริ่มต้นที่การลดปรุงหวาน มัน เค็ม ลงครึ่งหนึ่ง ตามการรณรงค์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข (สสส.) ขณะเดียวกันไม่ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรทานสลับกับเมนูสุขภาพบ้าง จะได้ไม่เสี่ยงกับโรคต่างๆ ในอนาคต

 

การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

หลายคนต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด มองภาพได้ไม่ชัดเจน และมักจะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก ๆ 1 ชั่วโมง โดยการมองออกไปในระยะไกลบ้างสัก 3-5 นาที การทำแบบนี้ทุกๆ ชั่วโมงก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

 

นอกจากปัญหาทางด้านสายตาแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่หนีไม่พ้นของหนุ่มสาววัยทำงานก็ คือ อาการปวดหลัง เมื่อยเอว หรือที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดศีรษะด้วย ดังนั้นควรจะเปลี่ยนท่านั่ง และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง ไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ

 

นอนดึก

การนอนดึกย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และยิ่งบางคนนอนดึกสะสมกันเป็นเวลานาน ก็เหมือนกับเราทำร้ายร่างกายของเราทุกๆวัน ทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีสมาธิในกิจกรรมที่เราต้องทำ ดังนั้นลองปรับเปลี่ยนเวลาการนอน และนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายของเราสดชื่นพร้อมทำงาน

 

ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ และการสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคหัวใจ ดังนั้นผู้ที่ติดเหล้าและบุหรี่ควรลดปริมาณลง และหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเพื่อสุขภาพที่ดี

 

ขาดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เราไม่เจ็บป่วยง่าย ช่วยลดความวิตกกังวล ผ่อนคลายความเครียดได้ ดร.นพ.วิชช์ อยากให้หนุ่มสาววัยทำงาน จดจำสโลแกนชวนให้มาออกกำลังกายของ สสส.ไว้ให้ขึ้นใจว่า “แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” เพราะไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแขน หรือลุกเดินอยู่ในที่ทำงาน ก็ช่วยให้เรามีกิจกรรมทางกายได้แล้ว ดังนั้นลองหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : http://www.thaihealth.or.th/Content/30835-6%20พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ%20หนุ่มสาววัยทำงาน%20.html
ภาพประกอบ :  http://www.observatoire-sante.fr/mieux-dormir-pour-soulager-la-fibromyalgie/

 


สัญญาณชีพ.jpg

สัญญาณชีพ (Vital Sign) คือ อาการสำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่ช่วยบอกถึงความปกติหรือความผิดปกติของร่างกาย ประกอบด้วย 4 อาการแสดง (Sign อาการที่แพทย์สามารถตรวจพบได้) คือ

สัญญาณชีพ เป็นอาการที่สามารถตรวจวัดได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ อาจด้วยตนเอง ยกเว้น ความดันโลหิตที่ต้องมีเครื่องวัด แต่ก็เป็นเครื่องที่ผู้ใหญ่ทุกคนสามารถใช้ได้ ใช้เป็น

สัญญาณชีพ เป็นตัวบอกความมีชีวิต ใช้ประเมินการทำงานของทุกอวัยวะในร่างกายโดยเฉพาะ หัวใจ ปอด และสมองนอกจากนั้น ยังมีประโยชน์ทั้งในการประเมิน วินิจฉัยสุขภาพเบื้องต้น อาจช่วยวินิจฉัยโรคได้ และยังใช้ในการตรวจติดตามและประเมินผลการรักษา

ค่าของสัญญาณชีพของแต่ละบุคคล ปกติจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับ อายุ เพศ และตรวจในขณะพัก หรือหลังการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการออกแรง และเมื่อเกิดความผิดปกติหรือเกิดโรค ค่าของสัญญาณชีพก็จะเปลี่ยนแปลงผิดปกติ เช่น เมื่อมีไข้ ชีพจร อัตราการหายใจ จะสูงขึ้น ความดันโลหิตอาจสูงหรือต่ำ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงหรือต่ำกว่าปกติ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค เป็นต้น

ค่าปกติในผู้ใหญ่ปกติ ของชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ วัดนับจากการใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้คลำการเต้นของหลอดเลือดแดงตรงด้านหน้าของข้อมือ (ด้านหัวแม่มือ) ที่อยู่ต่ำกว่าฐานของนิ้วหัวแม่มือ ซึ่งจะประมาณ 60 – 100 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจ วัดโดยดูจากการขยายตัวของช่องอก จะประมาณ 12 – 18 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต ใช้ตรวจวัดจากเครื่องวัด จะประมาณ 90/60-120/80 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิร่างกาย ค่าปกติจะประมาณ 37+/- 0.5 องศาเซลเซียส/Celsius

 

ผู้เขียน : ศ.เกียรติคุณ.  พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์. “สัญญาณชีพ”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://haamor.com/th//สัญญาณชีพ/(15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบ : pixabay


ความดันโลหิต-ความดันเลือด-Blood-pressure.jpg

ความดันโลหิต หรือ ความดันเลือด (Blood pressure) คือ ความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pressure) และเมื่อหัวใจพักคลายตัว ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) ดังนั้น การรายงานผลความดันโลหิต จึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ โดยจะบันทึกความดันซีสโตลิกเป็นตัวแรก หรือ ตัวบน ส่วนความดันไดแอสโตลิกจะบันทึกเป็นตัวตามหรือตัวล่าง เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 หมายความว่า ความดันซีสโตลิค คือ 120 ส่วนความดันไดแอสโตลิค คือ 80

หน่วยวัดความดันโลหิต คือ มิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท) ทั้งนี้เพราะเครื่องวัดความดันโลหิตที่ใช้ในระยะแรกก่อนมีเครื่องชนิดอัตโนมัติ (Automatic blood pressure monitor) วัดจากความดันเลือดที่สามารถดันสารปรอทให้เคลื่อนที่ได้สูงกี่มิลลิเมตร

การวัดความดันโลหิต โดยทั่วไปวัดที่แขน วัดได้ทั้งแขนซ้ายหรือแขนขวา ซึ่งให้ค่าความดันโลหิตได้เท่ากัน ยกเว้น เมื่อมีโรคของหลอดเลือดแขนตีบ (พบได้น้อยมากๆ) ทั้งนี้การวัดความดันฯ วัดได้ทั้งในท่านอนหงายหรือท่านั่ง และควรพักอย่างน้อย 5 – 10 นาที ก่อนวัดความดันฯ เพราะการออกแรงจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

ในภาวะทั่วไปที่ไม่ใช่ โรคความดันโลหิตสูง แต่สามารถส่งผลให้ความดันฯสูงขึ้นได้ ที่พบบ่อย คือ การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหว อาการไข้ ยาบางชนิด เช่น ยาไทรอยด์ฮอร์โมน(เช่น Levothyroxine) อารมณ์/จิตใจ (เครียด โกรธ กังวล) กินอาหารเค็ม นอกจากนั้น คือ ช่วงกลางวันความดันฯจะสูงกว่าช่วงนอนพักและช่วงกลางคืน และผู้ใหญ่ความดันฯจะสูงกว่าเด็ก

ความดันโลหิตจัดเป็นหนึ่งในสัญญาณชีพที่สำคัญ (ความดันโลหิต อัตราการหายใจ ชีพจร และอุณหภูมิของร่างกาย) ซึ่งสามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะเป็นความสำคัญเบื้องต้นที่บอกถึง โรคความดันโลหิตสูง  การทำงานของหัวใจและโรคหัวใจ

นอกจากนั้น ทุก ๆ คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว อาจเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18 หรือ 20 ปี ควรมีการตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อคัดกรอง โรคความดันโลหิตสูง และเมื่อพบเริ่มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง แพทย์ พยาบาลจะได้แนะนำการดูแลตนเองหรือวินิจฉัยหาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เพื่อการป้องกัน โรคความดันโลหิตสูง และเพื่อรักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านั้นแต่เนิ่นๆ เพื่อผลการรักษาควบคุมโรคได้ดีกว่า เมื่อตรวจพบหลังจากมีอาการผิดปกติแล้ว

  • ความดันโลหิตปกติ คือ 90 – 119 / 60 – 79 มม.ปรอท
  • ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็น โรคความดันโลหิตสูง  คือ 120 – 139 / 80 – 89 มม.ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140 – 159 / 90 – 99 มม.ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง ตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/ 110 มม.ปรอทเป็นต้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจาก โรคหัวใจล้มเหลว สมองสูญเสียการทำงาน และ/หรือไตล้มเหลว
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต (ตาย) ได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต

อนึ่ง ความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากความดันโลหิตตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัวขึ้นสูงกว่าปกติ ทั้งนี้เมื่อวัดความดันฯผิดปกติ ให้วัดซ้ำอีกครั้ง ห่างกันประมาณ 5 นาทีหลังพักประมาณ 5 – 10 นาที ถ้าค่าการวัดยังผิดปกติ จึงจะถือว่าความดันฯผิดปกติจริง

บรรณานุกรม
1. Madhur,M. et al. Hypertension http://emedicine.medscape.com/article/241381-overview#showall [2014,July26]

 

ผู้เขียน : ศ.เกียรติคุณ.  พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์. “ความดันโลหิต ความดันเลือด (Blood pressure)” (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://haamor.com/th/ความดันโลหิต/ (15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบ : https://pixabay.com


โรค-Disease-อาการ-Symptom-ภาวะ-Condition.jpg

โรค (Disease) อาการ (Symptom) ภาวะ (Condition) เป็นศัพท์ที่มีความหมายคล้ายคลึงกันมาก และมักใช้สลับกันไปมาอยู่เสมอ โดยไม่ถือว่าถูกหรือผิด

 

โรค (Disease) คือ ความผิดปกติที่เกิดกับเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อหรือจากพันธุกรรม ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบมีอาการคือ ไข้ ปวดศีรษะ ไอ เหนื่อยหอบ ทั้งนี้แพทย์สามารถตรวจพบสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการที่ผิดปกตินั้นได้ และยังตรวจพบมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะที่เกิดโรคได้ เช่น เอกซเรย์ปอดพบความผิดปกติ และตรวจเสมหะพบเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค

อาการ (Symptom) คือ ความผิดปกติที่ผู้ป่วยรู้สึก ทั้งนี้อาจเป็นอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ไอ และ/หรือ อาการทางอารมณ์/จิตใจ เช่น ซึมเศร้า โดยอาการอาจเกิดจากโรค หรืออาจเกิดจากภาวะก็ได้ หรือบางครั้งแพทย์หาสาเหตุไม่ได้

ภาวะ (Condition) คือ สภาพความผิดปกติที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดอาการ อาจเป็นสภาพทางร่างกายหรือทางอารมณ์/จิตใจ อาจเกิดจากโรคหรือตรวจไม่พบโรค ตัวอย่างเช่น ภาวะเบื่ออาหาร เป็นได้ทั้ง อาการ ภาวะ และบ่อยครั้งเรียกว่า โรค

 

ผู้เขียน : ศ.เกียรติคุณ.  พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์. “โรค (Disease) อาการ (Symptom) ภาวะ (Condition)”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา :  http://haamor.com/th/โรค-อาการ-ภาวะ/  (15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบ : pixabay

 


ข้อควรรู้เมื่อประสบภัยจากรถ-H2C.jpg

ข้อควรรู้เมื่อประสบภัยจากรถ ประชาชนทุกคนที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถ จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าของรถ คนเดินถนน หากได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ และเป็นสวัสดิการสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

 

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็นควรปฏิบัติดังนี้

  • กรณีมีผู้บาดเจ็บ
  1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
  2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
  3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
  4. เตรียมเอกสาร ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการกรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
  5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ
  • การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นผ่านโรงพยาบาล

เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย ให้เตรียมเอกสารดังนี้

  1. สำเนากรมธรรม์ของรถ (ใบเสร็จรับเงินจาก บริษัทประกัน)
  2. สำเนาใบบันทึกประจำวันของตำรวจประทับตราโล่และสำเนาถูกต้องเอกสาร
  3. สำเนาคู่มือรถหน้าจดทะเบียนและหน้ารายการเสียภาษีหรือสำเนาสัญญาซื้อขาย (สมุดเขียว/น้ำเงิน)
  4. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย
  5. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัย
  6. สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถ
  7. สำเนาบัตรทะเบียนบ้านเจ้าของรถอย่างละ 2 ชุด

 

มีสิทธิข้าราชการ อุบัติเหตุจากรถ ต้องใช้สิทธิไหนก่อน?

เมื่อผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเข้ามารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลรามาธิบดี ตามนัยมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2535 ของระบบราชการ ต้องใช้สิทธิพรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ


ตรวจสุขภาพให้พอดีและเหมาะสมอย่างไร-3.jpg

การตรวจสุขภาพมีจุดมุ่งหมายที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรค ทำให้ตระหนักถึงโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการตรวจสุขภาพของทุกเพศที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จะมีการคัดกรองเบื้องต้น ได้แก่

  • การซักประวัติ และการตรวจร่างกายทั่วไป
  • การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดเส้นรอบเอว วัดความดันโลหิตเป็นประจำ อาจตรวจวัดเองที่บ้านหรือที่สถานพยาบาล เมื่อมีโอกาสไปหาหมอด้วยเรื่องอื่น (เช่น ไม่สบาย วางแผนครอบครัว) ฉีดวัคซีนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • การตรวจสุขภาพช่องปากและฟันจากทันตแพทย์หรือทันตาภิบาลเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
  • แบบประเมินสภาวะสุขภาพ:
  • ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ภาวะซึมเศร้า
  • การติดนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ (ถ้าไม่สูบบุหรี่ไม่ต้องประเมิน)
  • การดื่มแอลกอฮอล์ (ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ต้องประเมิน)
  • การใช้ยาและสารเสพติด (ถ้าไม่ใช้ยาและสารเสพติดไม่ต้องประเมิน)

 

กลุ่มวัยทำงาน 18-60 ปี

  • การตรวจตา โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 40-60 ปี อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อวัดสายตาและคัดกรองโรคต้อหิน/ภาวะความดันลูกตาสูง/ความผิดปกติอื่นๆ
  • การตรวจอุจจาระ (Fecal occult blood test) อายุ 50-60 ปี ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แนะนำให้ตรวจเลือดดู
  • อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 ปี
  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ตรวจ 1 ครั้ง หากเคยตรวจพบว่าปกติ ไม่ต้องตรวจซ้ำ
  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ตรวจครั้งเดียวเฉพาะคนที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535
  • สำหรับสตรี นอกจากการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรตรวจเพิ่ม ได้แก่
  • การตรวจเต้านม จากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม เมื่ออายุ 30-39 ปี ควรตรวจทุก 3 ปี และอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี
  • การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear) ทุก 3 ปี

 

กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

  • การตรวจตา โดยทีมจักษุแพทย์ อายุ 60-64 ปี ควรตรวจทุก 2-4 ปี และตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 1-2 ปี
  • การตรวจอุจจาระ (Fecal occult blood test) ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง
  • การประเมินสภาวะสุขภาพ ภาวะโภชนาการความเสี่ยง
    โรคกระดูกพรุน การทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน และอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับประเมินสมรรถภาพสมองเพิ่มเติม
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แนะนำให้ตรวจ
  • ระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
  • ระดับน้ำตาลในเลือดทุกปี
  • ระดับครีอะทินีน (creatinine) ในเลือดทุกปี เพื่อประเมินภาวะการทำงานของไต
  • ปัสสาวะทุกปี
  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี
  • สำหรับสตรี นอกจากการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
  • การตรวจเต้านม จากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม เมื่ออายุ 60-69 ปี ควรตรวจทุกปี และอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม
  • การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อายุ 60-64 ปี ควรตรวจคัดกรองด้วยวิธีการเก็บเซลล์โดยวิธีพื้นฐาน (conventional pap smear) ทุก 3 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจตามความเหมาะสม

 

จากรายการดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ในการตรวจสุขภาพมีรายการตรวจที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุ เพศ ดังนั้น การตรวจสุขภาพไม่ใช่เพียงว่าอยากจะตรวจอะไรก็ตรวจ หรือตรวจมากจะดี ต้องตรวจเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมตามวัย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.healthcheckup.in.th/article/10
ภาพประกอบจาก : Shao-Chun Wang/123rf.com

 


การตรวจสุขภาพที่สำคัญของวัยทำงาน.jpg

1. โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง: เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง (หวาน ดัน มัน)

จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4  พ.ศ. 2551-2 พบว่าโรคและปัจจัยเสี่ยงของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดอาจมีเพียงปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัย ซึ่งโรคที่ส่งผลกระทบและคนส่วนใหญ่เป็นกันมาก ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

  • เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อย ทำให้มีคุณภาพชีวิตลดลง เนื่องจากอาการแทรกซ้อนของอวัยวะต่างๆ เช่น โรคปลายประสาทตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคไต แผลที่เท้า เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบว่า หนึ่งในสามของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่เคยเป็นเบาหวานมาก่อน ส่วนผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นเบาหวานแต่ไม่ได้รับการรักษา มีร้อยละ 3 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ส่วนที่เหลือประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ที่เป็นเบาหวานได้รับการรักษาอยู่และร้อยละ 28.5 ของผู้ที่เป็นเบาหวานทั้งหมดมีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ต่ำกว่า 126 มก./ดล.
  • ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาระโรคอันดับที่ 5 ของชายไทย และอันดับที่ 2 ของหญิงไทย โดยทำให้เสียชีวิตประมาณปีละ 7 หมื่นราย (ร้อยละ 18) การวิเคราะห์พบว่า จำนวนผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงอยละ 60 ในชาย และ 40 ในหญิง ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน ร้อยละ 8-9 ได้รับการวินิจฉัย แต่ไม่ได้รับการรักษา ประมาณน้อยกว่า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการรักษา แต่ควบคุมความดันโลหิตสูงไม่ได้ตามเกณฑ์ และอีกประมาณ 1 ใน 4 ได้รับการรักษาและควบคุมความดันโลหิตได้
  • ระดับไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดต่างไปจากเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นผลให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) และทำให้เกิดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases) ตามมา การวิเคราะห์กลุ่มที่มีภาวะไขมันคอเลสเตอรอลรวมสูง (TC>=240 มก./ดล.) พบกว่า ร้อยละ 73 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัย ร้อยละ 8 ได้รับการรักษาและสามารถควบคุมได้ สัดส่วนของคนที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยมากที่สุดในกลุ่มอายุ 15-29 ปี และลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และระดับ HDL-C ที่ต่ำกว่าปกติคือ < 40 มก./ดล. ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง มีร้อยละ 28.6 และมีความชุกต่ำสุดในกลุ่ม 15-29 ปี

 

ดังนั้น การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดมีความสำคัญ เนื่องจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ (หวาน ดัน มัน) ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ ผู้ที่เป็นโรคกลุ่มนี้จะรู้สึกแข็งแรงสบายดี แต่หากปล่อยปละละเลยด้วยความไม่รู้นาน 5-10 ปีขึ้นไป ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาด ไตเสื่อม ตามัวตาบอด เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรองโรคกลุ่มนี้ด้วยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันในเลือดของคนปกติทั่วไป เพื่อค้นหาโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว และได้รับการดูแลรักษา รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น พฤติกรรมการกิน (หวาน เค็ม มัน) การออกกำลังกายและความเครียด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว ซึ่งในคนปกติทั่วไปหรือไม่ได้เป็นโรค ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และความดันโลหิต ดังนี้

  • อายุ 18 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด ทุก 5 ปี
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ทุก 3 ปี และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุกปี


ควรรู้-เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต-72-ชม.แรก-รักษาฟรีทุกโรงพยาบาล.jpg

ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 รัฐบาลได้บังคับใช้หลักเกณฑ์ “การจ่ายค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉินใน 72 ชม.แรก” ไว้ให้กับประชาชนทุกคนไม่ว่าสิทธิสุขภาพไหนก็ตาม บัตรทอง ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เมื่อ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” ต้องได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ในโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือจุดเกิดเหตุมากที่สุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจาก 72 ชม. ต้องย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิต่อไป แต่พี่ทุยว่าน่าจะมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองได้รับสิทธินี้ เลยเอามาบอกกัน

ส่วนเงื่อนไขในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีอะไรบ้าง? จะแบ่งตามความรุนแรง 3 ระดับ คือ

 

1. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง)

  •  เข้ารักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ทั้งรัฐเอกชนที่ใกล้ที่สุด
  • ไม่ต้องสำรองจ่าย 72 ชม.แรก
  • ถ้าต้องการรักษาเกิน 72 ชม. ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาหลังจากนั้นไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกทีหลัง โดยจะเบิกค่ารักษาได้ 2 กรณี คือ
    • กรณียังไม่พ้นวิกฤต และไม่สามารถย้ายไปโรงพยาบาลรัฐได้ เบิกได้ 50% ของที่จ่ายไป
    • กรณีพ้นวิกฤตและย้ายไปโรงพยาบาลรัฐได้ แต่ไม่มีเตียงรองรับ เบิกได้ 50% ของที่จ่ายไป 8,000 บาท

 

2. ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง)

  • เบิกค่ารักษาพยาบาลใน 72 ชม.แรกได้ 50% ของเงินที่จ่ายไปแต่ไม่เกิน 8,000 บาท
  • หลังจาก 72 ชม.แรก ถ้าไม่ย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิ ต้องจ่ายเอง

 

3. ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินรุนแรง (สีเขียว)

  • เบิกค่ารักษาพยาบาลใน 72 ชม.แรกได้ 50% ของเงินที่จ่ายไปแต่ไม่เกิน 8,000 บาท
  • หลังจาก 72 ชม.แรก ถ้าไม่ย้ายไปโรงพยาบาลตามสิทธิ ต้องจ่ายเอง

 

ทุกกรณี สามารถเบิกค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ได้ในอัตราของทางราชการ ไม่รวมการนัดมาตรวจ หรือการนัดมาทำแผล หากพ้นวิกฤตและย้ายไปยังโรงพยาบาลรัฐได้ แต่ปฏิเสธการย้าย ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังพ้นวิกฤตเอง

ซึ่งเราจะรู้ว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินประเภทไหน ต้องผ่านการพิจารณาจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ก่อน ถึงจะเบิกใช้สิทธิได้  ส่วนจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นการ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” รึปล่าว จะมีการติดป้ายนี้ไว้หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพื่อให้ญาติผู้ป่วยทราบเป็นการเบื้องต้น

เรื่องเหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ที่เรารู้ไว้ก็ไม่เสียหาย จะได้ไม่ต้องเสียสิทธิแล้วมาเสียดายทีหลัง แต่ยังไงพี่ทุยก็คิดว่า ถ้ามันไม่ทำให้เราเดือดร้อนหรือลำบากเกินไป การซื้อประกันอุบัติเหตุหรือประกันสุขภาพไว้ ก็สามารถทำให้เราสบายใจไปได้ระดับนึง เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากนัก

 

แหล่งที่มา : https://www.moneybuffalo.in.th/ข่าวการเงินวันนี้/เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต
ภาพประกอบจาก :  https://www.lifespan.org


เรื่องต้องรู้กับการเปลี่ยน-ประกันสังคม.jpg

สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า ในปี 2561 นี้มีโรงพยาบาลเอกชนขอออกจาก “ระบบประกันสังคม”  3 แห่ง คือ โรงพยาบาลยันฮี  โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์ และโรงพยาบาลศรีระยอง  หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือก 1 ใน 3 โรงพยาบาลนี้เพื่อใช้บริการอยู่ สิ่งที่ต้องทราบและดำเนินการคือ…

 

1. เลือกโรงพยาบาลแห่งใหม่

  • หากเป็นพนักงานเอกชนทั่วไป (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปยังบริษัทที่พนักงานมีสิทธิอยู่ที่โรงพยาบาลที่ออกจากระบบ จากนั้นฝ่ายบุคคลจะดำเนินการต่อให้
  • ส่วนผู้ที่เคยเป็นพนักงานแต่ลาออก (ผู้ประกันตนมาตรา 39)  หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ที่ประกันตนเอง (ผู้ประกันตนมาตรา 40) สำนักงานประกันสังคมจะส่งหนังสือไปที่บ้านของผู้ประกันตนโดยตรง ให้รอเอกสารที่จะส่งมาถึง

จากนั้นให้กรอกแบบฟอร์มเลือกโรงพยาบาลที่ต้องการไปใช้สิทธิ 1 แห่ง และโรงพยาบาลสำรองอีก  2 แห่ง แล้วส่งกลับฝ่ายบุคคลหรือส่งเอกสารไปที่สำนักประกันสังคม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้ หากไม่เลือกมาภายในกำหนด สำนักงานประกันสังคมจะจัดสถานพยาบาลให้เอง

 

2. แจ้งโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์ใหม่

ภายในเดือนธันวาคม 2560 ทางสำนักงานประกันสังคมจะแจ้งชื่อโรงพยาบาลที่จะไปใช้สิทธิ์แห่งใหม่ให้ทราบ ซึ่งหากผู้ประกันตนมีโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง อาจจะต้องประสานกับโรงพยาบาลเดิมเพื่อขอรายละเอียดการรักษาต่างๆ เตรียมไว้ด้วย และผู้ประกันตนยังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเดิมได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560

 

3. เริ่มใช้สิทธิตอนต้นปี

สำหรับสิทธิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลใหม่จะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561

 

ส่วนผู้ประกันตนที่ต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ก็ยังสามารถทำได้ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เหมือนปกติครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง ข่าวจากสำนักงานประกันสังคม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506 หรือที่ เว็บไซต์ประกันสังคม
ภาพประกอบจาก : https://www.istockphoto.com


ค่ารักษา-.jpg

ไม่อาจปฏิเสธว่าร่างกายมนุษย์ ก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรประเภทหนึ่งที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง นานหลายปี มีระบบกลไกการทำงานภายใน ที่ไม่สามารถมองเห็นความเสื่อมสภาพได้ด้วยตาเปล่า และคนส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยการดูแลสุขภาพ ทั้งที่ร่างกายมีอายุการใช้งานจำกัด สึกหรอไปตามวัยและการใช้งาน

ทำให้ชีวิตคุณเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด และปัญหาหลักที่จะตามมา คือ ค่าใช้จ่ายในการ “รักษาพยาบาล” ที่คุณต้องควักจ่ายไปกับการรักษาตัว แต่ก่อนถึงจุดนั้น มาเช็คกันหน่อยว่า ถ้าคุณ “เจ็บป่วย” หนึ่งครั้ง ต้องควักจ่ายเท่าไหร่ เพื่อวางแผนการเงิน ในปัจจุบันและในอนาคต

 

ค่าบริการตรวจรักษา หรือค่าบริการหมอเฉพาะทาง

รายจ่ายที่ต้องรับมือแน่นอนเมื่อเข้ารับการรักษา คือ “ค่าหมอ” ที่ต้องจ่ายทุกครั้งเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอาการเบื้องต้นของคุณ เฉลี่ยอยู่ที่ 150 – 1,000 บาท*/ ครั้ง แต่ราคาดังกล่าว อาจเพิ่มสูงขึ้น 2-3 เท่า หากคุณจำเป็นต้องพบหมอเฉพาะทาง เช่น หาหมอระบบไขข้อกระดูก หาหมอสูตินารีแพทย์, หาหมอระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และค่าหมอมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น หากคุณเกิดเจ็บป่วย นอกเวลาทำงานของแพทย์

 

ค่ายารักษาโรค

ค่ายารักษาโรคตามโรงพยาบาล มักมีราคาแตกต่างกันออกไปเฉลี่ยอยู่ที่ 100 บาทขึ้นไป / 1 ตัวยา ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับกลุ่มของโรคที่คุณเจ็บป่วยด้วย ว่าต้องใช้ยาชนิดใดในการรักษา ต้องกินอย่างต่อเนื่องหรือไม่หรือเป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ค่ายาเวชภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ แม้ค่ายาตามโรงพยาบาลเอกชนจะมีราคาสูง แต่อย่าลืมว่าการได้รับยาที่ถูกสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยารักษาที่ตรงกับโรคของคุณ ย่อมช่วยให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลง และลดระยะเวลาการพักฟื้นได้

 

ค่าห้องพักผู้ป่วยใน

ในกรณีที่คุณเจ็บป่วยหนักและแพทย์ลงความเห็นว่า ควรนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะตามมาหลังการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น โดยราคาห้องพักผู้ป่วยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 2,400 – 10,600 บาท / คืน แต่ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าบริการอื่นๆ เช่น ค่ายาเวชภัณฑ์ ค่าบริการพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าอาหารผู้ป่วย หากรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณต้องพัก รักษาตัวในโรงพยาบาลจะเฉลี่ยอยู่ที่คืนละ 6,500 บาท ขึ้นไป (ราคาขึ้นอยู่กับห้องพัก แต่ละประเภท)

 

ค่าการเอ็กซเรย์ ค่าฉายแสงบำบัด ค่าผ่าตัด

หากคุณเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน ป่วยฉุกเฉิน หรือมีอาการของโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องวินิจฉัยหรือรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น การเข้าเครื่องเอ๊กซเรย์ สแกน MRI การ ส่องกล้องทางเดินอาหาร การตัดชิ้นเนื้อตรวจ ฯลฯ การตรวจด้วยเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการหาหมอหนึ่งครั้งเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว โดยเฉลี่ยแล้วค่ารักษาต่อครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 3,xxx-1x,xxx บาทขึ้นไป

 

ส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดใหญ่

มักเกิดในผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเรื้อรัง เกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือ มีอาการของโรคเกิดขึ้นเฉียบพลัน ต้องรับการผ่าตัดทันทีเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งทุกการผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และความพร้อมของผู้ป่วย แต่บางกรณีต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เพื่อลดความเสี่ยงการเสียชีวิต

โดยค่าใช้จ่ายการผ่าตัดเฉลี่ยต่อครั้ง จะอยู่ที่ประมาณ 3,xxx – 1xx,xxx บาทขึ้นไป (ยังไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ ของโรงพยาบาล) ราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรุนแรงของโรค ระยะของโรค ชนิดของโรค อุปกรณ์พิเศษที่ต้องใช้ในการผ่าตัด ฯลฯ

 

ค่าใช้จ่ายแฝง

กรณีหาหมอแบบผู้ป่วยนอก นอกจากต้องชำระค่าหมอตรวจรักษาและค่ายา คุณต้องเสียค่าบริการของโรงพยาบาลเพิ่มเติม เช่น ค่าอุปกรณ์การแพทย์และวัสดุสิ้นเปลือง ค่าบริการพยาบาล ค่าคลินิกนอกเวลา ค่าบริการผู้ป่วยนอก ฯลฯ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,xxx บาท ขึ้นไป++ ต่อการตรวจรักษา 1 ครั้ง

 

นี่เป็นเพียงการประเมินค่าใช้จ่ายการเจ็บป่วย “1 ครั้ง” ในกรณีตัวอย่างเท่านั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆ เช่น จ่ายค่าเครื่องมือแพทย์ แลกกับความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยโรค ยาเวชภัณฑ์คุณภาพสูง สภาพเศรษฐกิจ มาตรฐานโรงพยาบาล แต่ละแห่ง ฯลฯ

นอกจากค่าใช้จ่ายในการหาหมอแล้ว การเจ็บป่วยแต่ละครั้งก็มีโอกาส ทำให้คุณสูญเสียรายได้หากต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

ดังนั้น ควรมองหาตัวช่วยเพื่อรักษารายได้ของคุณ ซึ่งประกันชีวิตแบบชดเชยรายได้ เป็นตัวช่วยหนึ่งในการสร้างความอุ่นใจทุกครั้งเมื่อต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :   https://play.scblife.co.th
ภาพประกอบจาก :  https://www.kasikornbank.com/sme/medical-credit