รอบรู้ 360 องศา การดูแลสุขภาพ การป้องกันและการรักษาโรค สำหรับคนวัยทำงาน

ไลฟ์สไตล์-และพฤติกรรมสุขภาพ.jpg

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า แบบแผนการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์นั้น  เป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพมากที่สุด โดยส่งผลทั้งในทางดีและไม่ดีต่อสุขภาพ มีข้อมูลพบว่าร้อยละ 50 ของประชาชนที่เสียชีวิตในอเมริกามีสาเหตุมาจากการมีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่ไม่ถูกต้อง (Walker et al 1988 :89)

 

แบบแผนการดำเนินชีวิต เกี่ยวกับสุขภาพ

แบบแผนการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ สามารถจัดแบ่งได้หลาย ๆ หัวข้อ อาทิ แบ่งจากพฤติกรรมที่ต้องทำเป็นกิจวัตรประจำวัน กับไม่เป็นกิจวัตรประจำวัน แบ่งจากพฤติกรรมสุขภาพในวัยทำงาน วัยเด็กและวัยสูงอายุ  ในบทความนี้จะพูดถึงพฤติกรรมที่เป็นและไม่เป็นกิจวัตรประจำวัน

  • พฤติกรรมเกี่ยวกับอนามัยส่วนบุคคล เป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติเพื่อการมีอนามัยที่ดี เช่น การแปรงฟัน การอาบน้ำ ความสะอาดของเสื้อผ้า การสระผม การดูแลสุขภาพของผิวหนัง การดูแลความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เป็นกิจวัตรประจำวันที่บุคคลปฏิบัติ ซึ่งหากปฏิบัติไม่ถูกต้องจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การแปรงฟันไม่ถูกวิธี ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับเหงือก
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เป็นพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก เช่น การรับประทานของขบเคี้ยวบางอย่างทำให้ฟันผุ การไม่รับประทานผักและผลไม้ ทำให้มีกากอาหารน้อย ทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ การรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดทำให้ท้องเสีย รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ปลาดิบ ก้อย ปลา ทำให้เป็นโรคพยาธิ บางคนชอบอาหารที่มีไขมันสูง อาจทำให้เป็นโรคอ้วน จากการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับปัจจัยซึ่งมีความสัมพันธ์กับอัตราตายในวัยผู้ใหญ่พบว่า 2 ใน 7 ประการ เกี่ยวข้องกับอาหาร โดยเป็นเรื่องของ อาหารเช้าและน้ำหนักตัว (Breslow Engstrom : 1980 quoted in Kulbok, Earls, and Montgomery 21-35)
  • พฤติกรรมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ผู้ที่ถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา ถ่ายลำบาก อุจจาระมีลักษณะแข็งต้องเบ่งถ่ายอุจจาระ มีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วย เป็นโรคริดสีดวงทวารสูงกว่าคนที่มีการขับถ่ายเป็นเวลาและถ่ายสะดวก นอกจากนี้พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะทำให้เกิดเป็นโรคติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
  • พฤติกรรมการพักผ่อนและการนอนหลับ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ ผู้ที่พักผ่อนหรือนอนหลับไม่เพียงพอจะมีผลเสียต่อสุขภาพคือ ถ้าอดนอน 48 ชั่วโมง ร่างกายจะผลิตสารเคมีซึ่งมีโครงสร้างคล้าย เอส ดี 25 (D. 25) สารนี้มีผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ที่อดนอนจะรู้สึกหนักมึนศีรษะ รู้สึกเหมือนตัวลอย ควบคุมสติไม่ได้ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ถ้าอดนอน 4 วัน ร่างกายจะไม่ผลิตสารที่สร้างพลังงานแก่เซล ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้มีการปล่อยพลังงานออกมา เป็นเหตุให้ร่างกายอ่อนเพลีย ต่อมาจะเกิดอาการสับสน ประสาทหลอน และปรากฏอาการทางจิตขึ้น (Hayter 1980 quote in Murray and Zentner, 1985:412)
  • พฤติกรรมทางเพศ การตอบสนองความต้องการทางเพศ เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพได้ ถ้าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้อง เช่น สำส่อนทางเพศ พฤติกรรมรักร่วมเพศ หรือมีพฤติกรรมทางเพศแบบวิตถาร ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งจากโรคติดเชื้อ เช่น กามโรค โรคเอดส์ หรือร่างกายได้รับบาดเจ็บจากการร่วมเพศ แบบวิตถารหรือรุนแรงถึงขนาดสูญเสียชีวิตจากการฆาตกรรม เพราะความรักและความหึงหวงได้
  • พฤติกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของทุกคน แต่อาจเป็นพฤติกรรมประจำของบางคน และส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า การกินยาบ้า การขับรถเร็ว

– พฤติกรรมการสูบบุหรี่พบว่าทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจ มะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป เพศหญิงที่สูบบุหรี่ขณะรับประทานยาคุมกำเนิดจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองมากยิ่งขึ้น และถ้าตั้งครรภ์ บุตรในครรภ์จะมีน้ำหนักตัวน้อย

– พฤติกรรมการดื่มเหล้า ทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นตับแข็ง มากกว่าบุคคลทั่วไป นอกจากนี้เหล้ายังเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงผลเสียที่ตามมาในเรื่องอื่น ๆ อีกหลายประการ

– การกินยาบ้า ยาบ้าเป็นยาที่มีส่วนประกอบของแอมเฟตามิน (amphetamine) เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉงสามารถทำงานต่อไปได้ ทั้ง ๆ ที่สภาพจริง ๆ ของร่างกายต้องการพักผ่อน ทำให้เกิดผลเสียมากมาย เช่น ประสาทหลอน เกิดอุบัติเหตุ คดีอาชญากรรม

– การขับรถเร็ว ทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง และการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ทำให้อุบัติเหตุแต่ละครั้ง มีการบาดเจ็บที่รุนแรง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล :  http://www.healthcarethai.com/ผลกระทบต่อสุขภาพ/
ภาพประกอบจาก : pixabay

 


6-พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ-หนุ่มสาววัยทำงาน.jpg

ด้วยภาระรับผิดชอบของคนวัยทำงาน โดยเฉพาะในเมือง ทำให้หลายๆคนจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเรื่องการเดินทาง การกิน การทำงาน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การปรับตัวดังกล่าวทำให้บางคนมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

เรื่องนี้ ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ที่ปรึกษาแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ ได้บอกถึงสาเหตุ พร้อมแนะนำวิธีหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงจากพฤติกรรมทำลายสุขภาพโดยเฉพาะในหนุ่มสาววัยทำงานไว้ ดังนี้

 

การอดอาหารเช้า หรือกินอาหารไม่ตรงเวลา

หากไม่รับประทานมื้อเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงเกิดสภาวะมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสมองเสื่อมได้อีกด้วย ขณะที่การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลานั้น อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด หากยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ก็อาจจะเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้

 

การบริโภคอาหารไม่มีประโยชน์

การรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารสำเร็จรูป ถึงแม้ว่าจะสะดวกสบาย และใช้เวลาน้อยก็ตาม แต่ถ้าหากเรากินอาหารพวกนี้เป็นประจำ ย่อมเกิดผลเสียต่อร่างกายแน่นอน นอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังเป็นตัวการก่อโรคอีกหลายชนิดด้วย เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วนและโรคตับ เป็นต้น

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมาก กินหวานเค็มเกินมาตรฐานสุขภาพกว่า 2 เท่า โดยสาเหตุหลักมาจากการปรุงรสที่เกินพอดี ดังนั้นควรเริ่มต้นที่การลดปรุงหวาน มัน เค็ม ลงครึ่งหนึ่ง ตามการรณรงค์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข (สสส.) ขณะเดียวกันไม่ควรรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรทานสลับกับเมนูสุขภาพบ้าง จะได้ไม่เสี่ยงกับโรคต่างๆ ในอนาคต

 

การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

หลายคนต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด มองภาพได้ไม่ชัดเจน และมักจะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก ๆ 1 ชั่วโมง โดยการมองออกไปในระยะไกลบ้างสัก 3-5 นาที การทำแบบนี้ทุกๆ ชั่วโมงก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

 

นอกจากปัญหาทางด้านสายตาแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่หนีไม่พ้นของหนุ่มสาววัยทำงานก็ คือ อาการปวดหลัง เมื่อยเอว หรือที่เรียกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดศีรษะด้วย ดังนั้นควรจะเปลี่ยนท่านั่ง และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง ไม่ควรนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ

 

นอนดึก

การนอนดึกย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และยิ่งบางคนนอนดึกสะสมกันเป็นเวลานาน ก็เหมือนกับเราทำร้ายร่างกายของเราทุกๆวัน ทำให้เราทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีสมาธิในกิจกรรมที่เราต้องทำ ดังนั้นลองปรับเปลี่ยนเวลาการนอน และนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง ก็จะทำให้ร่างกายของเราสดชื่นพร้อมทำงาน

 

ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่ไม่มีผลดีต่อสุขภาพ และการสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือโรคหัวใจ ดังนั้นผู้ที่ติดเหล้าและบุหรี่ควรลดปริมาณลง และหันไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเพื่อสุขภาพที่ดี

 

ขาดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เราไม่เจ็บป่วยง่าย ช่วยลดความวิตกกังวล ผ่อนคลายความเครียดได้ ดร.นพ.วิชช์ อยากให้หนุ่มสาววัยทำงาน จดจำสโลแกนชวนให้มาออกกำลังกายของ สสส.ไว้ให้ขึ้นใจว่า “แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย” เพราะไม่ว่าจะเป็นการแกว่งแขน หรือลุกเดินอยู่ในที่ทำงาน ก็ช่วยให้เรามีกิจกรรมทางกายได้แล้ว ดังนั้นลองหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

 

แหล่งข้อมูล : http://www.thaihealth.or.th/Content/30835-6%20พฤติกรรมบั่นทอนสุขภาพ%20หนุ่มสาววัยทำงาน%20.html
ภาพประกอบ :  http://www.observatoire-sante.fr/mieux-dormir-pour-soulager-la-fibromyalgie/

 


อนุมูลอิสระ-และสารต้านอนุมูลอิสระ-2.jpg

อนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ (Free radical) เป็นอะตอมหรือโมเลกุล ที่มีอิเล็กตรอนไม่เป็นคู่ (unpaired electron) อย่างน้อย 1 ตัวโคจรรอบวงนอกสุด ซึ่งอะตอมหรือโมเลกุลประเภทนี้ เกิดขึ้นจากกระบวนการต่าง ๆในการดำรงชีวิต ทั้งจากปัจจัยภายในร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร กระบวนการสร้างพลังงาน การหายใจระดับเซลล์ กลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายจากเชื้อโรค และปัจจัยภายนอก เช่น การสูบบุหรี่ การสัมผัสกับแสงแดด การสัมผัสรังสี การรับประทานอาหารที่มีน้ำมัน อาหารปิ้ง ย่าง เผาที่ไหม้ เป็นต้น

 

สารต้านอนุมูลอิสระ

ร่างกายมีการป้องกันการสะสมของอนุมูลอิสระอยู่ 2 วิธี  วิธีแรก จากการที่ร่างกาย มีการสร้างเอนไซม์หรือกลไก เช่น เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant enzymes) ขึ้นมาควบคุม โดยเป็นกลไกในการเปลี่ยนอนุมูลอิสระให้กลายเป็นน้ำ วิธีที่สอง การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารที่รับประทาน เช่นวิตามิน อี เบ้ตาแคโรทีน แอนโทไซยานิดิน (Anthrocyanidin) สารประกอบโฟลีฟีนอล รวมถึงโคเอนไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) เป็นต้น

 

ผลเสียกรณีไม่สมดุล

ปริมาณอนุมูลอิสระที่สมดุล มีส่วนช่วยทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในกรณีเกิดความไม่สมดุลระหว่างการเกิดกับการกำจัดหรือการป้องกันการสะสมของอนุมูลอิสระ  เช่น ร่างกาย ต้องสัมผัสแดดเป็นประจำ พฤติกรรมรับประทานอาหารปิ้งจนไหม้ หรือเจ็บป่วย ชรา จนกลไกการป้องกันเสื่อมลง ทำให้มีการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้น จนกลายเป็นสารพิษที่สามารถทำร้ายร่างกาย โดยทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงจากการที่เนื้อเยื่อต่างๆ เยื่อหุ้มเซลล์ รวมถึง DNA ถูกทำลาย และนำไปสู่โรคในหลายระบบ เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคทางสมองและระบบประสาท เช่น Parkinson และ Alzheimer โรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ มะเร็ง รวมถึงความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ เช่น ความยืดหยุ่นของผิวหนัง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล :
1. ผศ. ดร. พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์. ศ. เกียรติคุณ ดร. นิธิยา รัตนาปนนท์. ศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร. “อนุมูลอิสระ” (ระบบออนไลน์)
2. ดร. ดร.อธิป สกุลเผือก. “อนุมูลอิสระ และสารต้านอนุมูลอิสระ” (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://pharm.swu.ac.th/  (15 กุมภาพันธ์ 2561)
http://ccpe.pharmacycouncil.org/index.php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=204 (15 กุมภาพันธ์ 2561)
http://dna.kps.ku.ac.th/index.php/article-rice-rsc-rgdu/36-free-radicle-antioxidant-anthrocyanidin (15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบจาก : http://www.yourhealthsupport.in//

 


สัญญาณชีพ.jpg

สัญญาณชีพ (Vital Sign) คือ อาการสำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่ช่วยบอกถึงความปกติหรือความผิดปกติของร่างกาย ประกอบด้วย 4 อาการแสดง (Sign อาการที่แพทย์สามารถตรวจพบได้) คือ

สัญญาณชีพ เป็นอาการที่สามารถตรวจวัดได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ อาจด้วยตนเอง ยกเว้น ความดันโลหิตที่ต้องมีเครื่องวัด แต่ก็เป็นเครื่องที่ผู้ใหญ่ทุกคนสามารถใช้ได้ ใช้เป็น

สัญญาณชีพ เป็นตัวบอกความมีชีวิต ใช้ประเมินการทำงานของทุกอวัยวะในร่างกายโดยเฉพาะ หัวใจ ปอด และสมองนอกจากนั้น ยังมีประโยชน์ทั้งในการประเมิน วินิจฉัยสุขภาพเบื้องต้น อาจช่วยวินิจฉัยโรคได้ และยังใช้ในการตรวจติดตามและประเมินผลการรักษา

ค่าของสัญญาณชีพของแต่ละบุคคล ปกติจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับ อายุ เพศ และตรวจในขณะพัก หรือหลังการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการออกแรง และเมื่อเกิดความผิดปกติหรือเกิดโรค ค่าของสัญญาณชีพก็จะเปลี่ยนแปลงผิดปกติ เช่น เมื่อมีไข้ ชีพจร อัตราการหายใจ จะสูงขึ้น ความดันโลหิตอาจสูงหรือต่ำ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงหรือต่ำกว่าปกติ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค เป็นต้น

ค่าปกติในผู้ใหญ่ปกติ ของชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ วัดนับจากการใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้คลำการเต้นของหลอดเลือดแดงตรงด้านหน้าของข้อมือ (ด้านหัวแม่มือ) ที่อยู่ต่ำกว่าฐานของนิ้วหัวแม่มือ ซึ่งจะประมาณ 60 – 100 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจ วัดโดยดูจากการขยายตัวของช่องอก จะประมาณ 12 – 18 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต ใช้ตรวจวัดจากเครื่องวัด จะประมาณ 90/60-120/80 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิร่างกาย ค่าปกติจะประมาณ 37+/- 0.5 องศาเซลเซียส/Celsius

 

ผู้เขียน : ศ.เกียรติคุณ.  พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์. “สัญญาณชีพ”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://haamor.com/th//สัญญาณชีพ/(15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบ : pixabay


ความดันโลหิต-ความดันเลือด-Blood-pressure.jpg

ความดันโลหิต หรือ ความดันเลือด (Blood pressure) คือ ความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pressure) และเมื่อหัวใจพักคลายตัว ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) ดังนั้น การรายงานผลความดันโลหิต จึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ โดยจะบันทึกความดันซีสโตลิกเป็นตัวแรก หรือ ตัวบน ส่วนความดันไดแอสโตลิกจะบันทึกเป็นตัวตามหรือตัวล่าง เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 หมายความว่า ความดันซีสโตลิค คือ 120 ส่วนความดันไดแอสโตลิค คือ 80

หน่วยวัดความดันโลหิต คือ มิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท) ทั้งนี้เพราะเครื่องวัดความดันโลหิตที่ใช้ในระยะแรกก่อนมีเครื่องชนิดอัตโนมัติ (Automatic blood pressure monitor) วัดจากความดันเลือดที่สามารถดันสารปรอทให้เคลื่อนที่ได้สูงกี่มิลลิเมตร

การวัดความดันโลหิต โดยทั่วไปวัดที่แขน วัดได้ทั้งแขนซ้ายหรือแขนขวา ซึ่งให้ค่าความดันโลหิตได้เท่ากัน ยกเว้น เมื่อมีโรคของหลอดเลือดแขนตีบ (พบได้น้อยมากๆ) ทั้งนี้การวัดความดันฯ วัดได้ทั้งในท่านอนหงายหรือท่านั่ง และควรพักอย่างน้อย 5 – 10 นาที ก่อนวัดความดันฯ เพราะการออกแรงจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

ในภาวะทั่วไปที่ไม่ใช่ โรคความดันโลหิตสูง แต่สามารถส่งผลให้ความดันฯสูงขึ้นได้ ที่พบบ่อย คือ การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหว อาการไข้ ยาบางชนิด เช่น ยาไทรอยด์ฮอร์โมน(เช่น Levothyroxine) อารมณ์/จิตใจ (เครียด โกรธ กังวล) กินอาหารเค็ม นอกจากนั้น คือ ช่วงกลางวันความดันฯจะสูงกว่าช่วงนอนพักและช่วงกลางคืน และผู้ใหญ่ความดันฯจะสูงกว่าเด็ก

ความดันโลหิตจัดเป็นหนึ่งในสัญญาณชีพที่สำคัญ (ความดันโลหิต อัตราการหายใจ ชีพจร และอุณหภูมิของร่างกาย) ซึ่งสามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะเป็นความสำคัญเบื้องต้นที่บอกถึง โรคความดันโลหิตสูง  การทำงานของหัวใจและโรคหัวใจ

นอกจากนั้น ทุก ๆ คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว อาจเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18 หรือ 20 ปี ควรมีการตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อคัดกรอง โรคความดันโลหิตสูง และเมื่อพบเริ่มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง แพทย์ พยาบาลจะได้แนะนำการดูแลตนเองหรือวินิจฉัยหาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เพื่อการป้องกัน โรคความดันโลหิตสูง และเพื่อรักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านั้นแต่เนิ่นๆ เพื่อผลการรักษาควบคุมโรคได้ดีกว่า เมื่อตรวจพบหลังจากมีอาการผิดปกติแล้ว

  • ความดันโลหิตปกติ คือ 90 – 119 / 60 – 79 มม.ปรอท
  • ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็น โรคความดันโลหิตสูง  คือ 120 – 139 / 80 – 89 มม.ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140 – 159 / 90 – 99 มม.ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง ตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/ 110 มม.ปรอทเป็นต้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจาก โรคหัวใจล้มเหลว สมองสูญเสียการทำงาน และ/หรือไตล้มเหลว
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต (ตาย) ได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต

อนึ่ง ความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากความดันโลหิตตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัวขึ้นสูงกว่าปกติ ทั้งนี้เมื่อวัดความดันฯผิดปกติ ให้วัดซ้ำอีกครั้ง ห่างกันประมาณ 5 นาทีหลังพักประมาณ 5 – 10 นาที ถ้าค่าการวัดยังผิดปกติ จึงจะถือว่าความดันฯผิดปกติจริง

บรรณานุกรม
1. Madhur,M. et al. Hypertension http://emedicine.medscape.com/article/241381-overview#showall [2014,July26]

 

ผู้เขียน : ศ.เกียรติคุณ.  พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์. “ความดันโลหิต ความดันเลือด (Blood pressure)” (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา : http://haamor.com/th/ความดันโลหิต/ (15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบ : https://pixabay.com


เซลล์-เนื้อเยื่อ-และอวัยวะ-Cell-Tissue-and-Organ-2.jpg

เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะ (Cell, Tissue and Organ) คือ องค์ประกอบพื้นฐานของร่างกาย เริ่มจาก เซลล์ (Cell) โดยเซลล์หลาย ๆ เซลล์รวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื้อ (Tissue)  เนื้อเยื้อหลาย ๆ ประเภทจะรวมกลุ่มเป็นอวัยวะ (Organ) และอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะจะทำหน้าที่ประสานกันเป็นระบบอวัยวะ (Organ system) โดยระบบทุกระบบจะทำงานประสานกันเพื่อให้ร่างกาย (Body) อยู่ได้

 

เซลล์ (Cell)

เซลล์ (Cell) เป็นหน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชิวิต ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปเพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ของเซลล์นั้น ๆ เช่น เซลล์ประสาทมีรูปร่างผอมยาว และมี myelin ห่อหุ้มซึ่งเป็นฉนวนตามธรรมชาติ และสามารถส่งกระแสประสาทได้  เซลล์กล้ามเนื้อจะหนาและยาว สามารถยืดและหดตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานได้  เซลล์เม็ดเลือดแดงจะแบนและเป็นรูปไข่ ลอยอยู่ในเลือดและสามารถจับออกซิเจนได้  ในขณะที่เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถกินเชื้อโรค หรือต่อต้านการติดเชื้อได้

 

เนื้อเยื่อ (Tissue)

เนื้อเยื่อ (Tissue) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเซลล์ชนิดเดียวกันมารวมกัน เพื่อทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ จะประกอบไปด้วยกลุ่มของเซลล์กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน จะประกอบไปด้วยกลุ่มของเซลล์ไขมัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จะใช้เรียกเนื้อเยื่อหลายชนิดที่มีความแข็งเหนียว เช่น เส้นเอ็น (tendon)หรือเอ็นยึดกระดูก (ligaments)ส่วนใหญ่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการปฐมพยาบาล จะมีการกล่าวถึงเนื้อเยื่อมากกว่าเซลล์ เพราะเซลล์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในขณะที่เนื้อเยื่อสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าจึงสามารถบริหารจัดการได้ เช่น การเย็บแผลให้ติดกัน จะเป็นการยึดเนื้อเยื่อเอาไว้ ไม่ใช่เซลล์แต่ละเซลล์

 

อวัยวะ (Organ)

อวัยวะ (Organ) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเนื้อเยื่อหลาย ๆ ชนิด มาอยู่รวมกัน และทำหน้าที่ที่มีความซับซ้อนแต่เป็นอย่างเดียวกัน เช่น หัวใจเป็นอวัยวะ ซึ่งมีเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และเนื้อเยื่อประสาท เนื้อเยื่อแต่ละประเภททำงานที่ซับซ้อนร่วมกัน เพื่อให้ หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปปอด และไปทั่วร่างกาย  ทั้งนี้อวัยวะสามารถทำงานได้มากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น ตาสามารถรับรู้สี การเคลื่อนไหว และแสง โดยตาสามารถขยับและปรับโฟกัสได้  อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย คือ ผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของชั้นเนื้อเยื่อ ที่ทำงานซับซ้อนร่วมกัน เพื่อให้ผิวหนังสามารถป้องกันขั้นแรกต่อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรค ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายรวมถึงการกำจัดของเสียผ่านเหงื่อ

 

เรียบเรียงโดย :  กองบรรณาธิการ
แหล่งข้อมูล :
1. https://www.honestdocs.co/cells-tissues-organs
2. http://haamor.com//search/?q=เซลล์+เนื้อเยื่อ+และอวัยวะ+%28Cell%2C+Tissue+and+Organ%29
ภาพประกอบ : https://www.khanacademy.org/science/biology/principles-of-physiology/body-structure-and-homeostasis/a/tissues-organs-organ-systems

 

 


ชีพจร1.jpg

ชีพจร (Pulse) เกิดจากการบีบตัวของหัวใจเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ทำให้เกิดแรงดันมากระทบผนังของเส้นเลือด เป็นผลให้เส้นเลือดมีการหดและขยายตัวตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งเราสามารถคลำได้ตรงตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงวิ่งผ่านหรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ชีพจรคือจังหวะการเต้นของหัวใจ

 

ชีพจรอยู่ตรงไหน

ชีพจรที่คลำได้ตามร่างกายนั้น จะพบว่ามักจะอยู่ตรงตำแหน่งที่เป็นส่วนข้อต่อของกระดูก เช่น ข้อมือ ข้อพับแขน ขาหนีบ ขมับ และคอ ในผู้ใหญ่นิยมจับชีพจรที่ข้อมือทางด้านหัวแม่มือ หรือที่แขนเพราะคลำได้ง่ายและสะดวก ในเด็กเล็ก ๆ ที่ข้อมือบางครั้งอาจจะคลำลำบากมาก ดังนั้นจึงนิยมคลำที่ขาหนีบเพราะที่ตำแหน่งขาหนีบจะเป็นตำแหน่งที่คลำได้ชัดทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

 

วิธีจับชีพจร

ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนพักหายเหนื่อยก่อนประมาณ 5 – 10 นาที
  2. ในท่านั่งให้ผู้ป่วยนั่งให้สบายที่สุดเหยียดแขนหรือข้อมือให้ตรง ที่แขนควรมีที่รองรับเพื่อให้รู้สึกสบายแขนไม่เกร็ง แต่ถ้าจับในท่าที่คนไข้นอนให้ผู้ป่วยนอนหงายแขนราบกับพื้นหงายฝ่ามือขึ้น
  3. วางนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง บนตำแหน่งที่เส้นเลือดแดงผ่าน (ดังรูป) เช่น ที่ข้อมือด้านหัวแม่มือหรือข้อแขน เป็นต้น แล้วกดปลายนิ้วทั้งลงเบา ๆ จับเวลา นับจำนวนครั้งในการเต้นของชีพจรนาน 1 นาที ในรายที่เต้นสม่ำเสมออาจจับเวลาเพียงครึ่งนาทีแล้วคูณสอง

 

ชีพจร

https://www.doctor.or.th

 

ข้อควรระวัง

  1. ระวังอย่าใช้นิ้วหัวแม่มือจับชีพจรคนไข้ เพราะจะจับได้ชีพจรของผู้จับเอง เนื่องจากนิ้วหัวแม่มือมีเส้นเลือดใหญ่มาเลี้ยงนั่นเอง
  2. ไม่จับชีพจรในขณะที่คนไข้ตื่นเต้นหรือตกใจกลัว หรือภายหลังออกกำลังกายมาใหม่ ๆ เพราะขณะนั้นชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติ ควรรอให้ร่างกายอยู่ในสภาพปกติก่อน
  3. ควรใช้นาฬิกาที่มีเข็มวินาทีจับชีพจร เพราะสะดวกในการจับ

 

ควรจับชีพจรเมื่อใดบ้าง

  1. เมื่อมีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วยเกิดขึ้น เช่น เป็นไข้ตัวร้อน
    ปวดหัว ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเดิน ซีด เหลือง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก ฯลฯ
  2. เมื่อมีการเสียเลือด หรือประสบอุบัติเหตุ
  3. เมื่อรู้สึกว่าใจสั่น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคทางกายจริง ๆ หรือโรคทางใจ (โรคประสาท วิตกกังวลคิดมาก) ก็ได้

 

ชีพจรเต้นอย่างไร

ในคนปกติ ชีพจรจะเต้นแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

  • ผู้ใหญ่ เต้นประมาณนาทีละ 60 – 80 ครั้ง
  • เด็ก เต้นประมาณนาทีละ 90 – 100 ครั้ง
  • ทารกแรกเกิด เต้นประมาณนาทีละ 120 – 130 ครั้ง

จะเห็นว่าทารกแรกเกิดชีพจรเต้นเร็วมาก เมื่อยิ่งโตขึ้นอายุมากขึ้นชีพจรจะเต้นช้าลง แต่จะแรงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ


ความฝัน.jpg

ความฝัน (Dream) หรือฝัน เป็นลำดับภาพ ความคิด อารมณ์ และการรับรู้ที่เกิดขึ้นนอกเหนืออำนาจจิตใจ มีผู้มองว่าฝันเชื่อมโยงกับจิตไร้สำนึก โดยมีตั้งแต่ปกติและสามัญไปจนถึงเหนือจริงหรือแปลกประหลาด

ฝันสามารถมีได้หลายอารมณ์ เช่น กลัว ตื่นเต้น สนุกสนาน เศร้าโศก ผจญภัยหรือเกี่ยวกับเพศ สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงของการนอนหลับ (sleep stages) ทั้งในช่วงหลับธรรมดา (NREM sleep) และช่วงหลับฝัน (REM sleep) แต่จะมีลักษณะที่ต่างกัน

 

หลับฝัน (REM sleep)

โดยฝันเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน หรือ REM sleep เป็นหลัก ช่วงนี้กิจกรรมของสมองเพิ่มสูงขึ้นเสมือนว่ากำลังตื่นอยู่ มีการกลอกไปมาของลูกตาขณะหลับ ขณะที่ระบบร่างกายอื่นๆได้ลดการทำงานลง ยกเว้นระบบในร่างกายเพื่อใช้ยังชีพ ฝันที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ มักจะยาว มองเห็นภาพชัดเจน เกิดอารมณ์ร่วมด้วย โดยเรื่องที่ฝันมักจะไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวัน ณ ขณะนั้น แต่เป็นเรื่องที่สัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียนรู้ใหม่กับสิ่งที่เคยเรียนรู้ เรื่องเก่า ๆ ที่จดจำมาก่อนแล้ว

 

หลับธรรมดา (NREM sleep)

สำหรับฝันในช่วงหลับธรรมดา หรือ NREM sleep จะตรงกันข้ามกับฝันในช่วงหลับฝัน โดยเรื่องที่ฝันมักเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นฝันที่สั้นๆ ทบทวนซ้ำสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้เพื่อทำให้เกิดเป็นความจำระยะยาว (memory consolidation) โดยมีแนวโน้มสมจริงหรือผู้ฝันจำเรื่องราวได้น้อยกว่าฝันหลับธรรมดา

ฝันกินระยะเวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึงยี่สิบนาที โดยเฉลี่ยจะมีการฝัน 3 ถึง 5 ฝันต่อคืน และมีแนวโน้มนานขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในระหว่างการหลับ 8 ชั่วโมง จะใช้เวลากับการฝัน 2 ชั่วโมง และเมื่อตื่น คนมักจะจำฝันที่เกิดขึ้นในหลับฝัน ได้มากกว่า ฝันที่เกิดขึ้นในช่วงหลับธรรมดา

 

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมพล เทพชุม
แหล่งที่มา : www.ps2.si.mahidol.ac.th , th.wikipedia.org/wiki/ฝัน
ภาพประกอบจาก : http://thecrackeddoor.com  


การนอนหลับ.jpg

เมื่อพูดถึง ความรู้เรื่องการนอนหลับ (Sleep) ทุกคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะอย่างน้อยมนุษย์ใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตสำหรับการนอนหลับ แต่ยังมีบางเรื่องที่ขาดความใจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น ความเข้าใจที่ว่าการนอนหลับเป็นการพักผ่อน ที่ร่างกายมีสภาพเสมือนหยุดนิ่ง หรือการนอนหลับเป็นลักษณะที่ยาวเหมือนกันรวดเดียวตั้งแต่เริ่มนอนไปถึงตื่นนอน 

ในช่วง 50 ที่ผ่านมา นักวิจัยทางการแพทย์พบว่า การนอนหลับมีขั้นตอนและวงจรที่ซ้ำเป็นช่วง ๆ แทนที่จะหยุดนิ่ง โดยการหลับที่มีคุณภาพต้องมีวงจรเหล่านี้หลายรอบ และมีเวลาเพียงพอในแต่ละรอบ

 

ช่วงของการนอนหลับ

เราสามารถแบ่งช่วงของการนอนหลับ ออกเป็น 2 ช่วง เริ่มจาก

  1. ช่วงหลับธรรมดา (non-rapid eye movement (NREM) sleep) หรือช่วงหลับแบบไม่ฝันเป็นช่วงการหลับที่จะลึกลงไปเรื่อย ๆ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่หลับตื้นไปจนถึงหลับลึก
  • NREM ระยะที่ 1 (เริ่มมีความง่วง) เป็นช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น กล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ค่อย ๆ ผ่อนคลาย อาจมีการกระตุก สะบัด เป็นสภาพที่แม้จะได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็จะตื่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองจะพบคลื่น alpha ไปจนถึงคลื่น theta ปรกติจะใช้เวลาตั้งแต่ 30 วินาที – 7 นาที          
  • NREM ระยะที่ 2 (หลับตื้น) เป็นช่วงแรกของการหลับจริง ช่วงนี้จะพบคลื่นไฟฟ้าสมองที่มีลักษณะ spindle wave และ K complexes เป็นสภาพที่ผู้นอนไม่ได้ยินเสียงรบกวนจากภายนอก มองไม่เห็นแม้ว่าจะลืมตา แต่ยังไม่มีการฝัน
  • NREM ระยะที่ 3 (หลับปานกลาง) การหลับในช่วงนี้ ทั้ง คลื่นไฟฟ้าสมองและชีพจรจะเต้นช้าลง โดยจะพบคลื่น delta ซึ่งเป็นคลื่นไฟฟ้าสมองที่มีขนาดใหญ่ ความถี่น้อย ระยะนี้ความมีสติรู้ตัวจะหายไป การเคลื่อนไหวของตาจะหยุดลง แม้มีสิ่งเร้าหรือปลุกให้ตื่นก็จะไม่ง่าย และหากต้องตื่นในช่วงนี้ จะรู้สึกมึนงง สับสน สัก 2-3 นาที ปรกติขั้นนี้จะกินเวลาประมาณ 20 – 30 นาที
  • NREM ระยะที่ 4 (หลับลึก) เป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอน คลื่นไฟฟ้าสมองจะพบคลื่น delta wave มากที่สุด ระยะนี้อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิต
    ลดลง อัตราการเต้นของหัวใจลดลงเหลือประมาณ 60 ครั้งต่อนาที ปรกติระยะนี้จะกินเวลาประมาณ 30 – 50 นาที โดยระยะ 3 – 4 นี้จะเป็นระยะที่ร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ และมีการซ่อมแทรมส่วนที่สึกหรอ เช่น Growth hormone เพื่อการเจริญเติบโต จะมีการหลั่งในระยะนี้ จึงถือเป็นอีกช่วงของการนอนที่สำคัญ

www.cureffi.org

 

  1. ช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement (REM) Sleep) เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกายแทบจะหยุดการทำงาน ยกเว้นระบบในร่างกายที่เกี่ยวกับการยังชีพ ได้แก่ หัวใจ กระบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ โดยตาจะกลอกไปซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะได้พักผ่อน แต่สมองจะยังตื่นตัวอยู่และทำงานใกล้เคียงกับตอนตื่น โดยช่วงนี้สมองจะมีการจัดการข้อมูลต่างๆที่เข้ามา ทำให้เกิดเป็นความทรงจำ ความเข้าใจ และอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในการดำเนินชีวิต ช่วงเวลานี้จะกินเวลาประมาณ 30 นาที

 

วงจรการนอนหลับ

การนอนหลับโดยปกตินั้น จะประกอบด้วยวงจรช่วงการหลับธรรมดาและหลับฝัน (NREM – REM sleep) รวมรอบละ 80 – 120 นาที  4 – 6 รอบตลอดคืน โดยหลังเข้านอน คนปกติจะเริ่มเคลิ้มหลับ (sleep latency) ประมาณ 15 – 20  นาที ก่อนเข้าสู่ช่วงหลับธรรมดา 4 ระยะ และช่วงหลับฝันตามลำดับ

โดยในแต่ละคืน คนปกติจะใช้เวลาประมาณ 50% ในช่วงหลับธรรมดา ระยะที่ 1 – 2  30% ในช่วงหลับธรรมดา ระยะที่ 3 – 4  และ 20%

ในช่วงหลับฝันโดยระยะเวลาช่วงหลับฝันจะยาวขึ้น ในขณะที่ระยะเวลาช่วงหลับธรรมดา ระยะที่ 3 – 4 จะลดลง ในรอบหลัง ๆ ของวงจรการนอนหลับ ทั้งนี้ระยะเวลาของการนอนหลับ และสัดส่วนช่วงของการนอนหลับ ยังเปลี่ยนแปลงตามอายุอีกด้วย

 

www.mybwmc.org

 

ความสำคัญของการนอนหลับ

จากลักษณะและสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายในแต่ละช่วงของการนอนหลับ จะพบว่าการนอนหลับมีบทบาทที่สำคัญในหลายๆด้าน ทั้งการซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ การหลั่งของฮอร์โมนต่าง ๆ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การหลั่งของสารที่ควบคุมความต้านทานของร่างกาย การจัดระเบียบในเรื่องของความคิดและความจำ การคลายความเหน็ดเหนื่อยความเคร่งเครียดที่เกิดขึ้นในขณะตื่น รวมถึงการรวบรวมสะสมพลังงาน เพื่อที่จะทำงานในวันถัดไป ทั้งนี้

การจำกัดเวลานอนหรือการอดนอนเรื้อรัง และการนอนไม่พอจนเป็นหนี้สะสมมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพ คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อคืน มีผลต่ออัตราการตายที่สูงขึ้น การที่ถูกจำกัดเวลานอนในตารางเวลาให้น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกัน 6 คืน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญกลูโคส มีการขัดขวางการใช้อินซูลิน มีผลสนับสนุนให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่น

 

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมพล เทพชุม www.ps2.si.mahidol.ac.th, www.honestdocs.co  ชนิภาค์ ชาวนาฟาง thaihealthlife.com
ภาพประกอบจาก : www.cureffi.org, www.mybwmc.org, www.oklahomaheart.com


นาฬิกาชีวิต.jpg

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาพบว่าสิ่งมีชีวิตมีระบบที่สำคัญในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในรอบวัน เสมือนนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ในมนุษย์ ระบบดังกล่าวจะควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเพื่อความตื่นตัว เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย เพื่อควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น (มืด-สว่าง) และเพื่อควบคุมระดับอุณหภูมิร่างกาย

รวมถึงพฤติกรรมและสรีรวิทยาในเรื่องอื่น ๆ ถ้าระบบนาฬิกาชีวภาพปกติ ร่างกายจะเกิดสมดุล ส่งผลให้สุขภาพเป็นปกติ แต่ถ้าคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือมีพฤติกรรมที่ทำให้ระบบของนาฬิกาชีวภาพผิดปกติไป ผลเสียต่อสุขภาพจะตามมา

 

ระบบนาฬิกาชีวภาพ

มีศูนย์ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่นในร่างกาย ตั้งอยู่ที่ Suprachiasmatic nucleus (SCN) ของสมองส่วนไฮโปธารามัส (Hypothalamus) โดยมีการศึกษาพบคุณสมบัติที่สำคัญคือ สามารถสร้างจังหวะการทำงานขึ้นมาได้เอง และถูกตั้งค่าใหม่ได้โดยแสงสว่าง ปกติในช่วงสว่างเมื่อจอประสาทตาหรือเรตินา (Retina) ได้รับแสงจะส่งสัญญาณไปยัง SCN โดย SCN จะแปรสัญญาณไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมองที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย  หากเป็นตอนเช้าสัญญาณจะส่งผลให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และชะลอการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin)

ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นและมีความพร้อมสำหรับกิจกรรม ขณะที่ในช่วงมืด จอประสาทตาหรือเรตินา เมื่อได้รับแสงน้อยลง ต่อมไพเนียล (Pineal gland) จะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ออกมามากขึ้น  SCN จะแปรสัญญาณส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของสมอง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนอนหลับโดยร่างกายจะมีอุณหภูมิและความดันโลหิตลดลง และอาศัยช่วงเวลาที่นอนหลับซ่อมแซม ฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ จัดระเบียบความคิด ความจำในด้านต่าง ๆ ทำให้ร่างกายสามารถดำเนินกิจกรรมในเวลาต่อมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีสภาวะอารมณ์ที่ดี

ในชีวิตประจำวัน มีหลายๆปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้นาฬิกาชีวภาพผิดปกติ ทั้งด้านสรีรวิทยา ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม โดยนาฬิกาชีวภาพที่ผิดปกติจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
en.wikipedia.org/wiki/Circadian rhythm
http://ejournals.swu.ac.th/index.php/SWUJournal/article/view/2362
https://thestandard.co/sciencefind-biologicalclock-nobelprize2017/
ภาพประกอบจาก : https://myeivf.com/