รอบรู้ 360 องศา การดูแลสุขภาพ การป้องกันและการรักษาโรค สำหรับคนวัยทำงาน

ภาวะหลับใน-ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต.jpg

ภาวะหลับใน ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต หลายคนมักมองข้ามภาวะหลับใน เพราะคิดว่าสามารถควบคุมความง่วงที่เกิดขึ้นขณะขับรถ ช่วงเวลารถติด และขับรถทางไกลนาน ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วความง่วงสามารถจู่โจมแบบกระทันหัน (Sleep Attack) ทำให้หลับค้างกลางอากาศหรือเกิดภาวะหลับในได้ เพราะฉะนั้นการดูแลเรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้มีคุณภาพ คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลความเสี่ยงและอันตรายที่อาจรุนแรงถึงชีวิตจากภาวะหลับในได้

 

ภาวะหลับในคืออะไร

ภาวะหลับในหรือการหลับระยะสั้น ๆ (Microsleep) เป็นปรากฏการณ์การสับสนระหว่างการหลับ และการตื่น โดยการหลับเข้ามาแทรกการตื่นอย่างเฉียบพลัน โดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 – 2 วินาที

 

สาเหตุของภาวะหลับใน

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหลับใน ได้แก่

  • อดนอน การนอนน้อยหรือนอนไม่พอต่ำกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลับใน เพราะสมองส่วนธาลามัสอาจหยุดทำงานสั้น ๆ ชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความง่วงกระทันหัน (Sleep Attack) งีบหลับไม่รู้ตัว ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้จนเกิดภาวะหลับในได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่ม เกิดภาวะซึมเศร้า หลอดเลือดสมองตีบ เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ช้าลง หากอดนอนเรื้อรังในระยะยาว
  • นอนไม่เป็นเวลา
  • นอนดึกตื่นสาย ส่งผลเสียต่อร่างกาย คือ ฮอร์โมนเกิดการเปลี่ยนแปลง รู้สึกอ่อนเพลียนอนไม่เต็มอิ่ม เช่น เข้านอนตี 4 ตื่นนอนเที่ยงวัน คุณภาพการนอนไม่ดีเท่ากับเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอน 6 โมงเช้า เป็นต้น
  • เวลาเข้านอนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ส่งผลให้สมองงงและเกิดความเสื่อม เพราะปกติสมองจะจำเวลานอนและเกิดความง่วงในเวลานั้น ถ้าเปลี่ยนเวลาเข้านอนบ่อย ๆ จะทำให้เวลานอนไม่ง่วง นอนน้อยลง หลับไม่เต็มอิ่ม เช่น ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เข้านอนดึกมากหลังตี 2 ตื่น 9 โมงเช้า ส่วนวันธรรมดาเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นนอนตี 5 เป็นต้น
  • กรรมพันธุ์

ส่งผลให้บางคนอยู่ในกลุ่มนอนยาว (Long Sleepers) มีความต้องการนอนนานถึง 10 ชั่วโมงจึงจะสดชื่น หรือบางคนอยู่ในกลุ่มนอนระยะสั้น (Short Sleepers) เพียง 4-5 ชั่วโมงก็ตื่นมาได้อย่างสดชื่น แต่พบได้ในจำนวนน้อยมาก ดังนั้นหากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการนอน

 

สัญญาณเตือนง่วงมากผิดปกติ

หากเกิดสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ อาจบ่งบอกว่าคุณเสี่ยงหลับใน

  • ตื่นตอนเช้าไม่สดชื่นอยากนอนต่อ
  • ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ๆ ต่อเนื่องระหว่างวัน
  • มึนศีรษะ มองภาพไม่ชัด ตาปรือ รู้สึกลืมตาไม่ขึ้น มองข้ามสัญญาณไฟจราจร
  • ขาดสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการขับขี่ที่ไม่สามารถควบคุมเส้นทางได้
  • เมื่ออยู่นิ่ง ๆ เผลอหลับแบบไม่รู้ตัว
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า กระวนกระวาย

 

ป้องกันให้ทันเวลา

การป้องกันภาวะหลับในไม่เพียงช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ยังช่วยพัฒนาคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น ได้แก่

  • นอนให้พอ ในจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสมคือ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะถ้าต้องขับรถทางไกล ควรพักผ่อนให้เพียงพอติดต่อกัน 2 – 3 คืน ขึ้นไปก่อนออกเดินทาง
  • นอนเป็นเวลา ควรเข้านอนเวลาที่เหมาะสมคือ ช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เพื่อให้โกรธฮอร์โมน (Growth Hormones) ที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและส่งเสริมการทำงานระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งหลั่งในช่วงตี 2 ถึงตี 4 ทำงานได้ดี เพราะฉะนั้นในช่วงใกล้ 3 ทุ่มควรฝึกตัวเองให้ผ่อนคลายและเตรียมพร้อมเข้าสู่การนอน
  • นอนเวลาเดิมสม่ำเสมอ พยายามเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุก ๆ วัน จะช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่ม
  • งดดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน อย่างชา โกโก้ เป็นต้น ในช่วงหลัง 4 โมงเย็น เพราะจะทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก ส่งผลให้ตื่นมาไม่สดชื่น
  • เลือกใช้หลอดไฟสีส้ม ในห้องนอน เพราะไม่รบกวนดวงตา ช่วยให้ผ่อนคลาย หลับได้ง่ายขึ้น
  • อุณหภูมิห้องนอน ควรอยู่ระหว่าง 25-26 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ช่วยให้ไม่ตื่นกลางดึกหลับสนิทต่อเนื่อง

 

เทคนิคขับรถ ไม่กลัวหลับใน

  • พักคนและรถทุก ๆ 2 ชั่วโมง
  • งีบพักประมาณ 5 – 45 นาที ช่วยลดโอกาสเกิดหลับใน แต่ต้องเลือกสถานที่ที่ปลอดภัย
  • หากไปหลายคนสลับกันขับ เพื่อไม่ให้เหนื่อยล้าจนเกินไป
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหลับใน
  • ระวังเรื่องการทานยาที่อาจทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวด ยาคลายเครียด เป็นต้น
  • ถ้าเลี่ยงได้ควรขับรถในช่วงกลางวันมากกว่าช่วงดึกหรือใกล้เช้า

ภาวะหลับในไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ การพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้เป็นเวลา และเข้านอนในเวลาที่ดีและสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน ย่อมช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะหลับในได้ แต่ถ้าหากนอนเพียงพอแล้วยังรู้สึกง่วง ไม่สดชื่น ควรเข้ารับการตรวจ Sleep Test  เพื่อวินิจฉัยการนอนโดยละเอียดกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะได้ดูแลการนอนให้มีคุณภาพ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและเป็นการพักผ่อนชาร์จพลังให้ร่างกายอย่างแท้จริง

 

ผู้เขียน : นพ. จักริน ลบล้ำเลิศ. ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ. “ภาวะหลับใน ระวังไว้ไม่เสี่ยงชีวิต”. (ระบบออนไลน์)
แหล่งที่มา : https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/be-careful-microsleep/ (28 พฤศจิกายน 2560)
ภาพประกอบจาก :  https://www.telegraph.co.uk/


นานาสาระว่าด้วยแสงแดดและการป้องกัน-H2C00.jpg

เป็นที่ทราบกันดีว่า แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นทำให้เกิดความเสื่อมของผิวหนังอย่างชัดเจน ดังนั้น การหลีกเลี่ยงแสงแดด ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม แสงแดดมีความสำคัญในการสร้างวิตามินดี ซึ่งมีความจำเป็นมากในการเสริมสร้างกระดูกโดยเฉพาะในวัยเด็ก

ดังนั้น หากไม่ได้รับแสงแดดมากพอ อาจพบปัญหากระดูกอ่อนในวัยเด็กและกระดูกบางในวัยสูงอายุได้ แต่ข้อจำกัดคือ ขณะนี้ข้อมูลต่าง ๆ ที่มียังไม่อาจสรุปได้ว่า ระดับวิตามินดีเท่าใด จำนวนพื้นที่ผิวหนังและระยะเวลาที่ควรได้รับแสงแดดนานเท่าไร จึงจะได้รับวิตามินดีเพียงพอ เพราะฉะนั้น การรับประโยชน์จากแสงแดด แม้จะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ยังมีเรื่องต้องระวังอยู่ โดยเฉพาะรังสี UVB ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายผิวหนังสูงที่สุด ดังนั้น การหลบเลี่ยงแสงแดด จึงควรทำอย่างพอเหมาะ ไม่มากจนเกิดภาวะขาดวิตามินดี

 

มีอะไรอยู่ในแสงแดด

สิ่งที่มาพร้อมกับแสงแดด และเป็นสาเหตุของอาการผิวหนังไหม้แดง ผิวคล้ำ ริ้วรอย รอยย่น ก็คือ รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือรังสียูวีนั่นเอง รังสียูวีที่อยู่ในแสงแดด ที่สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของ ผิวพรรณได้มีอยู่ 2 ชนิด กล่าวคือ รังสี UVA มีความยาวคลื่น 320 – 400 นาโนมิเตอร์ (nm) ทำให้ผิวคล้ำได้ภายในเวลา 30 นาที หลังได้รับแสงแดด และหากได้รับมากพอจะทำให้ผิวคล้ำนานกว่า 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ UVA ยังสามารถส่องผ่านไปถึงชั้นหนังแท้ได้มากกว่า UVB จึงมีส่วนสำคัญในการทำลายเนื้อเยื่อคอลลาเจนและเกิดรอยเหี่ยวย่นตามมา แสง UVA มีปริมาณมากกว่า UVB ประมาณ 10 เท่า รวมทั้งสามารถส่องผ่านกระจกได้ ดังนั้น หากอยู่ในอาคารหรือรถยนต์ก็ยังสามารถได้รับรังสี UVA ปริมาณมาก รังสี UVB มีความยาวคลื่น 290 – 320 นาโนมิเตอร์ (nm) มีปริมาณรวมคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของแสงแดดทั้งหมดที่ผ่านมายังพื้นโลก

 

การปกป้องผิวจากแสงแดด สำคัญอย่างไร      

การปกป้องผิวด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด แม้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันแสงแดด แต่เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เนื่องจากมีความคล่องตัวสูง ใช้ได้กับทุกกิจกรรมโดยเฉพาะกีฬาหลายชนิด เช่น การว่ายน้ำ เป็นต้น สาเหตุที่กล่าวว่าการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์กันแดดไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ทุกความยาวคลื่น การป้องกันได้ก็เฉพาะแสง UVA และ UVB บางส่วนเท่านั้น เมื่อสารเหล่านี้โดนเหงื่อหรือน้ำ ก็จะเสื่อมประสิทธิภาพลงไปทำให้ปกป้องผิวได้ไม่เต็มที่

 

ประเภทของสารกันแดด

สารกันแดดแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์ ได้แก่

  • สารกันแดดที่มีคุณสมบัติในการดูดซับแสง และเกิดปฏิกิริยาเคมี
  • สารกันแดดที่มีคุณสมบัติทึบแสง ทำให้แสงไม่สามารถส่องผ่านไปได้ แต่จะถูกสะท้อนออกมา และไม่เกิดปฏิกิริยาเคมี
  • สารกันแดดกลุ่มที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สามารถออกฤทธิ์ดูดซับและสะท้อนแสงได้โดยไม่เกิดปฏิกิริยาเคมี
  • สารที่ทำให้ผิวมีสีคล้ำขึ้น เพื่อให้แสงผ่านได้น้อย (Tanning sunscreen)

โรค-Disease-อาการ-Symptom-ภาวะ-Condition.jpg

โรค (Disease) อาการ (Symptom) ภาวะ (Condition) เป็นศัพท์ที่มีความหมายคล้ายคลึงกันมาก และมักใช้สลับกันไปมาอยู่เสมอ โดยไม่ถือว่าถูกหรือผิด

 

โรค (Disease) คือ ความผิดปกติที่เกิดกับเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อหรือจากพันธุกรรม ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบมีอาการคือ ไข้ ปวดศีรษะ ไอ เหนื่อยหอบ ทั้งนี้แพทย์สามารถตรวจพบสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการที่ผิดปกตินั้นได้ และยังตรวจพบมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะที่เกิดโรคได้ เช่น เอกซเรย์ปอดพบความผิดปกติ และตรวจเสมหะพบเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค

อาการ (Symptom) คือ ความผิดปกติที่ผู้ป่วยรู้สึก ทั้งนี้อาจเป็นอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง ไอ และ/หรือ อาการทางอารมณ์/จิตใจ เช่น ซึมเศร้า โดยอาการอาจเกิดจากโรค หรืออาจเกิดจากภาวะก็ได้ หรือบางครั้งแพทย์หาสาเหตุไม่ได้

ภาวะ (Condition) คือ สภาพความผิดปกติที่เกิดขึ้นและก่อให้เกิดอาการ อาจเป็นสภาพทางร่างกายหรือทางอารมณ์/จิตใจ อาจเกิดจากโรคหรือตรวจไม่พบโรค ตัวอย่างเช่น ภาวะเบื่ออาหาร เป็นได้ทั้ง อาการ ภาวะ และบ่อยครั้งเรียกว่า โรค

 

ผู้เขียน : ศ.เกียรติคุณ.  พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์. “โรค (Disease) อาการ (Symptom) ภาวะ (Condition)”. (ระบบออนไลน์).
แหล่งที่มา :  http://haamor.com/th/โรค-อาการ-ภาวะ/  (15 กุมภาพันธ์ 2561)
ภาพประกอบ : pixabay

 


ยาคุม.jpg

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (combined oral contraceptives หรือ combined pills)” ที่กล่าวถึงกันทั่วไปและใช้กันมากเป็นชนิดแผงที่รับประทานสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกวันจนหมดแผง ในแต่ละเม็ดมีตัวยาสำคัญเป็นฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจน (estrogens) ผสมกับฮอร์โมนในกลุ่มโพรเจสติน (progestins) ซึ่งโพรเจสตินเป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน (progesterone)

 

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผง 21 เม็ดกับ 28 เม็ด ต่างกันอย่างไร

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม อาจมีจำนวนเม็ดในแผงยาได้แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่มีแผงละ 21 หรือ 28 เม็ด ซึ่งแตกต่างกันดังนี้

  • ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม แผงละ 21 เม็ด ทุกเม็ดจะมีตัวยาทั้งหมด (ไม่มีเม็ดแป้ง) รับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน วันละ 1 เม็ด จนหมดแผงแล้วหยุด 7 วันก่อนเริ่มแผงใหม่ หลังหยุดยาประมาณ 1 – 3 วันจะเริ่มมีประจำเดือน
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม แผงละ 28 เม็ด โดยทั่วไปมีตัวยาฮอร์โมนจำนวน 21 เม็ดและไม่มีตัวยาหรือเรียกว่า “เม็ดแป้ง” อีก 7 เม็ด หรือเรียกว่าชนิดแผง 21/7 เม็ด (มีเป็นส่วนน้อยที่ต่างจากที่กล่าวมา เช่น ชนิดแผง 24/4 เม็ด คือมีตัวยา 24 เม็ดและเม็ดแป้ง 4 เม็ด) ซึ่งเม็ดแป้งจะมีสีและ/หรือขนาดเม็ดที่แตกต่างจากเม็ดที่มีตัวยาอย่างชัดเจน รับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน วันละ 1 เม็ด จนหมดแผงแล้วขึ้นแผงใหม่ต่อเนื่องกันไป ช่วงที่รับประทานเม็ดแป้งไปประมาณ 1 – 3 เม็ดจะเริ่มมีประจำเดือนมา

 

ตัวยาสำคัญในยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

ฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจนที่มีในยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมอาจเป็น ethinyl estradiol, mestranol หรือ estradiol (อาจอยู่ในรูป estradiol valerate) แต่ส่วนใหญ่มักเป็น ethinyl estradiol ซึ่งในอดีตมีปริมาณยาค่อนข้างสูง เช่น ethinyl estradiol 50 ไมโครกรัม ทำให้มีอาการไม่พึงประสงค์มาก ปัจจุบันมีปริมาณ ethinyl estradiol ไม่เกิน 35 ไมโครกรัม บางตำรับอาจมีเพียง 15 – 20 ไมโครกรัมเท่านั้น การใช้เอสโตรเจนขนาดต่ำจะลดอาการไม่พึงประสงค์ได้มาก โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ ท้องอืดและเจ็บคัดเต้านม อย่างไรก็ตาม อาจมีเลือดออกผิดปกติที่คล้ายประจำเดือนมาแบบกะปริบกะปรอยได้ ฮอร์โมนแต่ละชนิดในกลุ่เอสโตรเจนให้ผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้พอ ๆ กันเมื่อใช้ในปริมาณที่มีในผลิตภัณฑ์

ส่วนฮอร์โมนในกลุ่มโพรเจสตินที่มีในยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมนั้น อาจเป็น levonorgestrel, norethisterone, gestodene, desogestrel, drospirenone, nomegestrol, dienogest หรือ cyproterone acetate ฮอร์โมนเหล่านี้ให้ผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้พอ ๆ กันเมื่อใช้ในปริมาณที่มีในผลิตภัณฑ์ ยาบางชนิด เช่น cyproterone acetate มีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน(anti-androgenic effect) จึงอาจเป็นข้อดีในผู้หญิงที่หน้ามันหรือเป็นสิว

 

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมออกฤทธิ์อย่างไร

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการตั้งครรภ์ แม้ว่าอาจมีการออกฤทธิ์อย่างอื่นได้บ้าง เช่น ลดการสร้างเมือกและเพิ่มความหนืดของเมือกปากมดลูกซึ่งทำให้ตัวอสุจิไม่อาจเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ เพิ่มการบีบตัวของท่อนำไข่ เพิ่มการบีบตัวของมดลูก ซึ่งทำให้ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วมาถึงโพรงมดลูก ในเวลาที่ไม่เหมาะสมในการฝังตัว ตลอดจนทำให้เยื่อบุมดลูกไม่พร้อมที่จะรับการฝังตัวของตัวอ่อน การออกฤทธิ์ของยาเริ่มต้นตั้งแต่รับประทานยาเม็ด แรกและต้องรับประทานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนหมดแผง จึงมีฤทธิ์คุมกำเนิดได้อย่างต่อเนื่อง


ขอดีของการนอน-4-ทุ่ม-H2C00.jpg

ถึงคราวต้องนอน ก่อน 4 ทุ่ม จากข้อมูลผลเสียของการนอนดึกส่งให้ 5 อวัยวะหลักเสื่อมเร็วขึ้น ได้แก่ สมอง หัวใจ หลอดเลือด ต่อมไร้ท่อ และภูมิคุ้มกันร่างกาย ดังนั้น ข้อเสียของการนอนดึกจึงส่งผลมหาศาลต่อทั้งร่างกาย

แต่ในทางตรงกันข้าม หากนอนเร็วขึ้นมาได้ โดยนาทีทองที่สำคัญ คือ ตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป จนถึงก่อนเที่ยงคืน ก็จะช่วยให้ท่านได้สุขภาพดีทางลัดเป็นรางวัล ดังนี้คือ

  1. สมองสร้างเคมีสุข สมองเป็นหัวเรือใหญ่ในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ ไม่เว้นแม้เวลานอน ที่ถือเป็นเวลาแจกรางวัลให้ร่างกาย โดยมอบเมลาโทนิน (Melatonin) หรือ “เคมีนิทรา” และเซโรโทนิน (Serotonin) หรือ “เคมีสุข” และฮอร์โมนเพศ อีกทั้งเคมีบำรุงต่าง ๆ ออกมาคุมระบบในตัวเรา ให้ทำงานราบรื่นพร้อมตื่นมาอย่างสดชื่น แถมยังช่วยเป็นเกราะ ป้องกันป่วยได้ด้วย โดยสถาบันการนอนหลับแห่งชาติ (National Sleep Foundation) ชี้ว่าการนอนหลับมีผลมหาศาลต่อคุณภาพชีวิตของเรา
  2. สร้างเคมีหนุ่มสาว มาจากการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ คือ หลับไวและหลับสนิท โดยเคมีหนุ่มสาวที่ว่า คือ โกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ที่จะค่อยลดลงตามวัยและการนอนดึก แต่ถ้าท่านได้นอนเร็วสักราว 4 ทุ่ม จะทำให้สมองเต็มที่กับการเป็นโรงงานชั้นดี ที่ผลิตโกรทฮอร์โมนธรรมชาติให้ท่านได้
  3. ความจำดีขึ้น การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ชี้ว่า คนที่นอนน้อย (ราว 4 ชั่วโมงต่อคืน) ติดกันมีผลต่อความจำ สมาธิ และอุบัติเหตุมาก ด้วยกลไกขณะนอนช่วยจัดระเบียบสมอง (Consolidation) คล้ายอีเมลที่แยกเมลขยะออกไป ให้สังเกตว่า เวลาอดนอนจะมีอาการมึน ความจำมัว ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกัน เพราะคิดอย่างแต่กลับพูดอีกอย่าง ดังนั้น การได้นอนเต็มอิ่มมีส่วนช่วยให้สมองได้เติมพลังชาร์จแบตพร้อมรับความจำใหม่ ๆ ได้ดีขึ้น
  4. คุมความดันโลหิตได้ เพราะในขณะนอนหลับเร็ว ภายในร่างกายจะเหมือนมีคนแคระมากมายช่วยกันทำงานที่ซับซ้อน อย่างคุมหัวใจและความดันโลหิตให้สงบลงไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่น ซึ่งคนแคระที่ว่า คือ ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลายและกลไกทางชีววิทยาที่เป็นดั่งฟันเฟืองขนาดจิ๋วทั้งหลาย
  5. ร่างกายได้ซ่อมแซม ตัวเราที่สู้ชีวิตในโลกกว้างมาทั้งวัน มีนาทีสำคัญที่จะช่วยฟิตเครื่องยนต์ ก็ คือตอนนอน สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อได้คลายตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลด การเข้าอู่นอนก็เหมือนเข้าอู่ซ่อมร่างกายที่สึกหรอไป จากงานหนักทั้งวัน ยิ่งได้นอนเร็วก็เท่ากับได้ตักตวงกำไรสำคัญที่จะทำให้ท่านมีสุขภาพดี คนที่นอนเร็วจะไม่เสี่ยงเจ็บป่วยง่าย จากร่างกายเกินซ่อมด้วย
  6. ไม่เสี่ยงอ้วน ชวนให้ไม่เสี่ยงสร้างพุงเกิดโรคอ้วนลงพุงมฤตยู เพราะการนอนเร็วช่วยสกัดอาการหิวดึกและกินดุที่จะตามมา นอกจากนั้นยังมีกลไกดับหิวด้วยการสร้างเคมีดับหิวขึ้นมา ทำให้การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนักตัวได้ดีกว่า เพราะกระตุ้นเตาเผาในร่างกายให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมาก
  7. มีความสุขง่าย น่าลองอยู่ไม่น้อยว่า ดัชนีความสุขของชาติเรา อาจสูงขึ้นถ้าเพียงลองนอนให้เร็วขึ้น เพราะเมื่อนอนเร็ว ก็จะมีโอกาสนอนได้เต็มอิ่มและพอกับร่างกายมากกว่า ทำให้บรรดารางวัลที่ร่างกายสร้างขณะหลับนั้น เราได้รับอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงข้ามกับเมื่ออดนอนที่นำไปสู่ความอึมครึมของสุขภาพและสมอง ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ขี้หงุดหงิด ความอดทนน้อยลง และอารมณ์เสียง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  8. ได้ล้างพิษ ขณะนอนหลับช่วยปรับให้อวัยวะช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น อย่างตับ  ไต และลำไส้ ซึ่งสังเกตได้ว่าคนที่อดนอนอาจมีปัญหาท้องผูก หน้าตาหม่นหมอง ดูไม่สดชื่นและที่สำคัญคือสุขภาพไม่ดี นั่นเพราะส่วนหนึ่งของพิษมาจากการนอนดึกด้วย โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ปวดรอบเดือนบ่อย ถ้าค่อยแก้นอนดึกได้จะช่วยคุมเคมีปวดได้มาก
  9. ไม่เสี่ยงโรคกำเริบ โรคเก่าที่อาจกำเริบได้ในมนุษย์นอนดึกก็ คือ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียด โรคซึมเศร้ารวมไปถึงโรคมะเร็ง การนอนดึกทำให้ร่างกายเหนื่อยเพิ่มขึ้น โดยใช่เหตุ คิดง่าย ๆ ว่าเหมือนกับเครื่องยนต์ต้องทำงานเกินเวลา ก็จะพาให้โรคที่พกอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ พากันแผลงฤทธิ์ขึ้น
  10. ช่วยป้องกันแก่ แค่นอน ก็ช่วยเสริมสร้างความหนุ่มสาวและป้องกันความเสื่อมชรา ที่มาหาได้จากพลังการต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสนิมแก่ ที่เกิดในร่างกายตามธรรมชาติในทุกลมหายใจ แต่การได้นอนจะช่วยให้สนิมแก่ทั้งหลาย ไม่ฮึกเหิมทำร้ายร่างกายก่อนวัยอันควร การชวนกันนอนไวตั้งแต่หัวค่ำช่วยทำให้นาฬิกาแก่ไม่เดินเร็วไป

“การหลับถือเป็นรางวัลจากธรรมชาติ ที่ถ้าใครไขว่คว้าไว้ได้อย่างเหมาะสม ได้นอนตามเวลา ได้หลับตาสนิท และได้นอนเต็มอิ่ม ผลลัพธ์ก็คือสุขภาพที่ดีเลิศอย่างรู้สึกได้ ซึ่งเรื่องนอนนี้เป็น เป็นเคล็ดลับเติมวิตามินธรรมชาติที่ไม่ต้องไปหาไกล”

 

ข้อมูลจาก : นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
แหล่งที่มา : https://www.facebook.com/krisdasirampuj
ภาพประกอบจาก : https://www.theultimategreenstore.com


ประคบ.jpg

รู้ได้อย่างไรว่า จะต้องประคบร้อนหรือเย็น การประคบร้อนหรือเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวด แบบเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้

 

ประคบเย็นเมื่อ…

หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20 – 30 นาที วันละ 2 – 3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศรีษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือปวดบวมบริเวณอื่น ๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ ๆ

 

อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป หรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขาหรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15 – 20 นาที

 

ประคบร้อนเมื่อ…

การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15 – 20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่ออักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน

 

เมื่อไร่ถึงไม่ควรประคบร้อนหรือเย็น

การประคบเย็นไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายหนาวสั่น การประคบร้อนไม่สมควรทำเมื่อ ร่างกายร้อน เหงื่อแตก เนื่องจากว่าสมองจะมีการแปลผลว่าการกระทำของเราเป็นอันตรายต่อร่างกายมากขึ้น และสมองจะแปลผลการประคบของเราเป็นอาการปวดมากขึ้นแทน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สื่อสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
แหล่งที่มา : https://www.hsri.or.th/people/media/care/detail/5833
ภาพประกอบจาก : http://blog.elivatefitness.com


เชื้อราในช่องคลอด.jpg

เมื่อมีอาการคันหรือมีตกขาวปริมาณมาก สตรีมักจะนึกถึงการติด เชื้อราในช่องคลอด เป็นสาเหตุแรก ๆ ทำให้ไปหาซื้อยามาใช้เอง ใช้ครบบ้างไม่ครบบ้าง จนเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังขึ้นมา อันที่จริงแล้วอาการคันและตกขาวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัส หรือแม้กระทั่งไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลย เช่น การตกขาวปกติร่วมกับความเป็นกรดของช่องคลอด สิ่งแปลกปลอมที่ตกค้างในช่องคลอด เป็นต้น ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อยามาใช้เองควรได้รับการประเมินจากสูติ-นรีแพทย์ก่อน โดยเฉพาะในการเป็นครั้งแรก

เชื้อราในช่องคลอด ช่องทางของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง เป็นบริเวณที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีพของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ บางชนิด การพบเชื้อดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสตรีรายนั้นเป็นโรค พบมากถึงร้อยละ 41 ของสตรีจะมีเชื้อราในช่องคลอดโดยไม่มีอาการ ทั้งนี้ ขึ้นกับอายุ เศรษฐฐานะ ภูมิภาคที่อยู่อาศัย เชื้อราชนิดที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา ส่วนใหญ่คือ เชื้อ Candida albicans เพราะเป็นเชื้อที่สามารถยึดติดกับเซลล์เยื่อบุช่องคลอดได้ดี นอกจากนี้เชื้อ Candida ยังสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้โดยไม่ก่ออาการอีกด้วย โดยสามารถตรวจพบเชื้อรานี้ในอุจจาระของประชากรร้อยละ 65

 

เชื้อ Candida albicans

Candida albicans เป็นเชื้อรา ที่เมื่อย้อมสีแกรมจะติดสีน้ำเงิน ปรากฏให้เห็นเป็นสองรูปแบบคือ ยีสต์และสายรายาว สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนพื้นผิวและในสารคัดหลั่งของร่างกาย โดยเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นรูปแบบยีสต์ที่มีการแตกหน่อจำนวนมาก ขณะที่เจริญแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนรูปร่างเป็น เส้นใยที่มีและไม่มีผนังกั้น

 

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเชื้อราในช่องคลอด

การอักเสบในช่องคลอดจากเชื้อรา พบได้น้อยในเด็กหญิงก่อนมีวัยประจำเดือน และสตรีวัยหมดประจำเดือน ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุน คือ ปริมาณไกลโคเจนในสารน้ำในช่องคลอดและความชื้น ดังนั้น ภาวะนี้จึงพบได้มากในสตรีตั้งครรภ์และสตรีที่อยู่ในภูมิประเทศที่อาการร้อนและมีความชื้นสูง ผู้ที่ได้รับยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังพบบ่อย ในผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง ทำให้การกำจัดหรือการลดจำนวนของเชื้อราได้ช้าลง

 

อาการและอาการแสดง

อาการแสดงที่เด่นชัดที่สุดคือ อาการคัน ซึ่งมักจะคันค่อนข้างมาก อาการมักจะดีขึ้นเมื่อมีประจำเดือน เชื่อว่าเกิดจากความเป็นด่างของเลือดประจำเดือน โดยอาการคันจะครอบคลุมบริเวณฝีเย็บด้วย หากคันเฉพาะบริเวณแคมใหญ่ ควรคิดถึงการติดเชื้อราที่ผิวหนัง หรือการติดปรสิตบางชนิด หากคันทั้งที่ในช่องคลอและฝีเย็บอาจเกิดจากเชื้อ T. vaginalis, Human papilloma virus โดยควรได้รับการตรวจแยกโรคที่สถานพยาบาล อาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์หรือแสบเมื่อปัสสาวะ โดนบริเวณอักเสบก็สามารถพบได้บ่อย สำหรับอาการตกขาวจะไม่ชัดเจนในบางรายโดยหากมีตกขาวผู้ป่วยมักจะมีอาการคันนำมาก่อน

 

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยจะทำเมื่อผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงของช่องคลอดอักเสบร่วมกับผลการตรวจข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. ตรวจตกขาว Wet smear (saline, 10% KOH) หรือ Gram stain พบ yeast, hyphae, หรือ pseudohyphae
  2. เพาะเชื้อหรือการตรวจอื่นแล้วพบยีสต์ชนิดใดชนิดหนึ่ง

โดยการตรวจเหล่านี้จำเป็นต้องทำโดยบุคลากรที่มีความชำนาญ สำหรับการเป็นครั้งหลัง ๆ ผู้ป่วยอาจลองซื้อยามาใช้เองได้ แต่จะต้องใช้อย่างถูกวิธีและครบตามจำนวน

 

การรักษา

  • ยาเฉพาะที่ ได้แก่ ยาทา หรือยาเหน็บ ยากลุ่มนี้ ทั้งครีมและยาเหน็บเป็น Oil-based ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับ Latex condom ยาทาเฉพาะที่อาจทำให้มีการระคายเคืองหรือแสบร้อนได้ แต่จะไม่ทำให้แพ้ทั้งร่างกาย
  • ยารับประทาน อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง หรือปวดศีรษะได้ สำหรับยารับประทานกลุ่ม Azole พบมีรายงานทำให้เมีเอนไซม์ตับสูงขึ้น ภาวะข้างเคียงจะพบมากขึ้นหากใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น Astemizole, Calcium channel antagonists, Cisapride, Cyclosporine A, Oral hypoglycemic agents, Phenytoin, Protease inhibitors, Tacrolimus, Terfenadine, Theophylline, Trimetrexate, Rifampin, และ Warfain

 

สามีต้องรักษาด้วยหรือไม่

ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงยังไม่มีข้อสรุปให้รักษาในทุกราย หากคู่นอนมีอาการ ก็ควรที่จะรักษาร่วมกันไปด้วย

 

กรณีที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

  • อาการไม่ดีขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำในสองเดือน หลังการรักษา
  • การมีอาการอย่างน้อย 4 ครั้งใน 1 ปี พบได้ในน้อยกว่าร้อยละ 5 ของสตรีทั่วไป
  • อาการรุนแรง คือ อวัยวะเพศบวมแดงมาก มีผิวเป็นขุย จนถึงอาจมีรอยแตกของผิวหนัง กลุ่มนี้มักจะตอบสนองต่อยาระยะสั้นทั้งรูป รับประทานหรือทายาเฉพาะที่ระยะสั้นได้ไม่ดี
  • ตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีการทำหน้าที่ของ T-cell เสื่อมลง ได้แก่ โรคเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี ผู้ที่ต้องรับยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิต้านทานบกพร่อง

 

ผู้เขียน : รศ. พญ. เจนจิต ฉายะจินดา. หน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สตรี ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. 2554.
แหล่งที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=867
ภาพประกอบ : http://www.ultrabeauty.it/


อันตรายของความนิ่งเงียบในชีวิตคู่.jpg

ในชีวิตคู่นั้น ความขัดใจ ไม่พอใจ เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่วิธีจัดการอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ หลายคนอาจคิดว่าเมื่อไม่พอใจ ก็ใช้วิธีนิ่งเงียบเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกจริงๆออกมาได้หรือไม่อยากพูด ไม่อยากมีเรื่อง “ไม่พอใจ แต่ไม่พูด” ถือเป็นวิธีที่เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร

 

การนิ่งเงียบ เมื่อไม่พอใจ เป็นอันตรายต่อผู้หญิง

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า ผู้หญิงที่ไม่สามารถแสดงออกอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดที่ใจต้องการได้ จะมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพมากกว่าผู้หญิงที่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดถึง 4 เท่า ขณะที่ผู้ชายที่ใช้วิธีเงียบในการสงบศึกจะไม่เป็นอันตรายเหมือนผู้หญิงเพราะผู้ชายไม่ค่อยคิดอะไร มักปล่อยให้ผ่านเลย ผู้ชายจึงไม่กดดันต่างจากผู้หญิงที่จะมีปัญหาสุขภาพ เช่น เป็น โรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ หรือเป็น โรคหัวใจ

การที่ผลของการนิ่งเงียบเมื่อไม่พอใจของผู้ชายผู้หญิงต่างกันนั้นเป็นเพราะผู้หญิงจะรู้สึกกดดัน รู้สึกเครียด รู้สึกผิดได้ง่ายกว่าผู้ชาย ซึ่งคนที่อยู่กับความรู้สึกผิดและเครียดนานๆ จะมีอาการทางกายแสดงออกมาที่เรียกว่า อาการจิตสรีระแปรปรวน (phychosomatic disorder) บางคนเป็น ไมเกรน ปวดหัวข้างเดียว หรือปวดหัวสองข้าง คลื่นไส้อาเจียน แผลในกระเพาะอาหาร บางคนย้ำคิดย้ำทำ ย้ำกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ยิ่งเครียดยิ่งกิน คนฝรั่งจะเน้นกิน คนเอเชียจะซึมเศร้า น้อยเนื้อต่ำใจ มีอารมณ์เศร้าหมองตลอด ซึ่งโรคหัวใจจะตามมาเพราะเกิดจากความดันโลหิตสูง เวลาเครียดหัวใจจะบีบตัวแรง นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจเรื้อรังได้

 

ทำไมผู้ชายไม่มีปัญหา 

ผู้ชายไม่มีปัญหากับความเงียบเพราะผู้ชายมีทางออกมากกว่า เช่น ไปกินเหล้า ไปเที่ยวกับเพื่อน ได้ปลดปล่อยทางอื่น หรือคิดว่าเสียเปรียบเมียบ้างก็ไม่เป็นไร อีกอย่างกลไกชีวิตก็ต่างกัน ผู้ชายเป็นฝ่ายล่า เวลาโกรธก็จะแก้แค้นเอาคืนได้ง่ายกว่า แต่ผู้หญิงเป็นฝ่ายสมยอม เช่นเวลามี sex ไม่เต็มใจแต่ก็ยอมได้ ขณะที่ผู้ชายเวลาโกรธก็ยังมี sex ได้ อาจจะทำไปด้วยเพราะความโกรธและความไม่พอใจบางอย่าง ดังนั้น กลไกทางจิตในการแก้ไขความเครียดของผู้ชายมีทางระบายออกได้ดีกว่าผู้หญิงแม้ในเรื่องเพศ

 

จะพูดอย่างไร ถ้าเราไม่พอใจ

ควรพูดกับเขาดีๆพูดอย่างเป็นมิตร มีความเมตตา แสดงให้เห็นว่าเราอยากอธิบายให้ฟัง พูดช้าๆ ชัดๆ ย่อความสั้นๆ พูดในแง่บวก ไม่มีน้ำหูน้ำตา ไม่ทะเลาะ ไม่ตะโกน ทำความเข้าใจกับคำพูดที่เราคิดว่า “เขาว่าเรา” ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจไม่ใช่ก็ได้ เมื่อเราพูดก็เท่ากับเราได้แสดงความจริงใจแล้ว แต่เขาจะเชื่อหรือไม่ ก็ขึ้นกับพื้นฐานบุคลิกของเขา แต่การเงียบนั้นไม่ดีแน่ เพราะเงียบแปลได้หลายอย่าง เช่น โกรธ หรือ ยอมรับ อีกฝ่ายก็อาจตีความผิดพลาด ผู้ที่เก็บความรู้สึกติดลบกับตัวเอง ไม่พูด ไม่แสดงออก ไม่อธิบาย อาจทำให้อีกฝ่ายมองเราผิดได้

 

เชื่อว่าเขารักฉัน เพื่อที่เราจะได้รักกันนาน ๆ

บางครอบครัวทะเลาะกันบ่อย แต่ถ้าเรารักกัน มองกันและกันในแง่ดี ไว้เนื้อเชื่อใจกันก็จะทะเลาะกันน้อยลง พอไม่รัก ก็จะรำคาญและรังเกียจ พอไม่เชื่อใจก็จะระแวง ทำให้ทะเลาะกัน แต่ถ้ารักกันก็จะให้อภัยกัน ทำอะไรผิดไปบ้างก็มองข้าม เพราะเราคิดว่าเรารักกัน มีสมการอยู่ว่า ถ้าฉันรักเขา แต่เขาไม่ค่อยรักฉัน เราจะหาเรื่องเขาได้ง่าย เพราะคิดว่าเราขาดทุน แต่ถ้าคิดว่าเขารักฉัน (เพราะว่าวันนั้นเขายิ้มให้ ยังซื้อขนมมาฝาก วันนั้นเขายังจ่ายเงินค่ารองเท้าให้) ความเชื่อนี้จะทำให้ฉันรักเขาตอบ แล้วธรรมชาติของมนุษย์จะรักคนที่รักเรา ถ้ามีการแสดงความรักทั้งท่าทางกิริยาวาจา อีกฝ่ายก็จะรู้สึกถึงความรักและรักตอบ จะทำให้รักกันได้นาน ลองมองหาพฤติกรรมดีๆ ที่จะทำให้เรามั่นใจว่าเขารักเรา

ความรักก็เหมือนขนม จะหวานมากหวานน้อยก็เป็นขนม ขึ้นอยู่กับว่าบางคนจะแสดงความรักอย่างไร แต่ยังไงก็หวาน ถ้ายอมรับได้ก็จะอยู่กันได้นาน เขาให้เราแล้ว เราจำในสิ่งดีๆ คำว่าขาดทุนก็จะไม่มี แต่ถ้าเขาไม่รักเราจริงๆ เขาเปลี่ยนไป ไม่ปกติ มองเห็นชัดว่าหลอกเรา ถ้าไม่ไหวก็ลาจาก ความรักต้องทำให้เบิกบาน สดชื่น แจ่มใส และสร้างสรรค์ คนที่อยากได้คู่ที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างคงหาได้ยาก เพราะแม้แต่ตัวเราเองก็ยังดี ยังทำอะไรได้ไม่ถูกใจตนเองเลย

 

ความรักทำให้เราแข็งแรงก็ได้ ทำให้เราเจ็บป่วยก็ได้ ถ้าเราวางใจไม่ถูก ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกพาไป เราเองนั่นแหละที่จะตามใจตนเองไม่ทัน และปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: นพ.วิทยา นาควัชระ .(2009). อันตรายของความนิ่งเงียบในชีวิตคู่ .24 พฤศจิกายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.familynetwork.or.th/content/“ไม่พอใจ-แต่ไม่พูด”-อันตรายของความนิ่งเงียบในชีวิตคู่
ภาพประกอบจาก : www.onlineloveastrologysolution.com


12-สัญญาณเตือนโรคซึมเศร้าสำหรับท่านชาย1.jpg

บทความนี้จะมุ่งอธิบายถึงสัญญาณเตือนของโรคซึมเศร้าในผู้ชายเท่านั้น โดยแยกอธิบายทั้งหมด 12 สัญญาณเตือน โรคซึมเศร้าสำหรับท่านชาย จะมีอะไรบางเราไปลองศึกษาด้วยกันค่ะ

ปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจำนวนผู้ป่วยเพศชายที่เป็นโรคซึมเศร้าสูงถึง 5 ล้านรายต่อปี โดยอาการที่พบบ่อยสำหรับโรคซึมเศร้า ทั้งในเพศชาย และเพศหญิง ได้แก่ ผู้ป่วยจะโศกเศร้าและขาดความสนใจสิ่งรอบข้าง แต่บางครั้งอาจพบอาการอีกหลายแบบที่พบไม่บ่อยนัก ซึ่งการที่ประชาชนได้รับทราบถึงสัญญาณเริ่มต้น ย่อมเป็นผลดีในแง่ของการเฝ้าระวังโรคได้ ในทางทฤษฎี เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะซึมเศร้า ไม่ได้ระบุตามเพศ หรืออายุ หากแต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น อาการของโรคซึมเศร้า มีได้หลากหลาย แตกต่างกันในเพศชาย และเพศหญิง 

 

1. เหนื่อยเพลีย

เนื่องจากโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านกาย และด้านอารมณ์ อาการแรกที่พบได้บ่อย ก็คือผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยเพลีย มีการเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าปกติ เชื่องช้าทั้งการเคลื่อนไหว การพูดและกระบวนการคิด ผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวไว้ว่า อาการเหนื่อยเพลีย และความเชื่องช้าทางกาย พบได้บ่อยในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

 

2. ความผิดปกติของการนอน

ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งจะมาปรึกษาแพทย์ด้วยนอนไม่หลับ หรือบางครั้งอาจจะตื่นนอนตอนเช้าเร็วผิดปกติ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งญาติจะนำตัวมาปรึกษาแพทย์ด้วยอาการนอนมากจนเกินไป โดยกลุ่มนี้ถึงแม้ว่านอนมากขนาดไหน แต่ผู้ป่วยจะยังมีอาการเหนื่อยเพลียตลอด เหวี่ยงบ่อย และตื่นนอนบ่อย ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ความผิดปกติของการนอนก็เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ชายที่มาปรึกษาแพทย์เช่นกัน

 

3. อาการผิดปกติทางกายอื่น ๆ

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มักมาด้วยอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระเหลว ปวดหลัง ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุทางกายทั้งหมด เมื่อได้รับการตรวจทางกายทั้งหมดแล้ว พบว่าผลการตรวจปกติทั้งหมด จึงจะเข้าได้กับอาการทางกายจากโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักฝังใจว่าต้องมีความผิดปกติทางกายซ่อนอยู่เสมอ และมักไม่ยอมรับง่าย ๆ ว่าตนเป็นโรคซึมเศร้า ในทางปฏิบัติหากผู้ป่วยมาปรึกษาแพทย์ด้วยความผิดปกติทางกาย แพทย์ก็มักจะรักษาความเจ็บป่วยทางกาย โดยน้อยคนนักที่จะให้ความสนใจที่จะหาสาเหตุจากภาวะซึมเศร้า

 

4. หงุดหงิดง่าย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเสียใจทุกครั้งที่แสดงอารมณ์หงุดหงิดให้ผู้อื่นเห็น อารมณ์หงุดหงิดง่ายมักมีที่มาจากการมองโลกในแง่ลบของผู้ป่วย ซึ่งการมองโลกในแง่ลบเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของภาวะซึมเศร้า และอารมณ์หงุดหงิดก็เป็นพื้นฐานของอารมณ์โกรธ และอาจมีเรื่องทะเลาะกับผู้อื่นบ่อยครั้ง

 

5. โกรธและชอบมีเรื่องกับคนอื่น

จากอารมณ์หงุดหงิดในข้อที่แล้ว หากไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ก็จะทำให้เกิดอารมณ์โกรธ และอาจทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่นได้ ซึ่งแน่นอนว่าผลของการกระทำย่อมรุนแรงกว่า ผู้ป่วยบางคนหากได้ทำความผิดลงไปอาจเลือกที่จะทดแทนความผิดนั้น ด้วยการทำตัวให้เข้มแข็งเพื่อปกปิดสิ่งที่เป็นปมด้อยนั้นไว้ บางคนอาจมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและเข้าสังคมไม่ได้

 

6. ขาดสมาธิ

ผู้เชี่ยวชาญบางท่าน กล่าวว่าเมื่อเราเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้น สมอง และหน่วยปฏิบัติงานทุกอย่างของร่างกายจะเกิดความล้มเหลวและเชื่องช้า เหมือนหน่วยปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลช้า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าจะเกิดความคิดในแง่ลบมารบกวนจิตใจตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้เต็มที่ ผู้ป่วยจะไม่สามารถคงตนให้อยู่กับงานเพียงอย่างเดียวได้ สมาธิสั้น และไม่สามารถรับส่งข้อมูลต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม


กฎเหล็ก-10-ประการ-เพื่อสุขภาพชาย-3.jpg

ใครว่าผู้หญิงดูแลสุขภาพได้อย่างเดียว ผู้ชายอย่างเรา ๆ ก็สามารถดูแลสุขภาพได้ครับ แต่มีวิธีดูแลสุขภาพอย่างไรบ้างไปอ่านบทความ กฎเหล็ก 10 ประการ เพื่อสุขภาพชาย กันเลย!

 

1. พักผ่อนให้เพียงพอ

เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ฟื้นคืนสภาพ และขณะนอนร่างกายจะหลั่งสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและระบายสารพิษและระดับฮอร์โมนที่มีผลเสียบางอย่างออกจากสมอง เราจึงควรมีเวลานอนไม่น้อยกว่า 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน

 

2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

โดยรายการอาหารที่ควรมีคือ “ปลา” ทั้งนี้เป็นเพราะปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ดี ต่อหลอดเลือดหัวใจ ระบบประสาท และสุขภาพจิต ในที่นี้รวมไปถึงการรับประทานผักและผลอันเป็นแหล่งรวมของวิตามิน และเกลือแร่ที่ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันบางส่วนให้แก่ร่างกาย และยังช่วยฟื้นฟูระบบการขับถ่ายให้ดีขึ้นด้วย

 

3. ดื่มน้ำวันละ 6 – 8 แก้ว

โดยเฉพาะการดื่มน้ำช่วงเช้าหลังตื่นนอนก่อนแปรงฟัน โดยน้ำที่ผสมน้ำลายในปากจะเป็นตัวล้างลำไส้

 

4. หมั่นชั่งน้ำหนักส่วนสูง

รวมไปถึงหมั่นชำเลืองตรวจดูปัสสาวะและอุจจาระบ้างครับ เพราะการขับถ่ายบอกสุขภาพ โดยปัสสาวะที่ดีต้องใส ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน ส่วนอุจจาระต้องนิ่ม สีเหลือง ลอยน้ำได้ ไม่เหม็น หากแข็งต้องเพิ่มผัก ผลไม้ และน้ำ นอกจากนี้อย่าลืมหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีด้วยนะครับ

 

5. รักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ

ความสะอาดสะอ้านนอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพจิตของตนเองแล้ว ยังส่งผลต่อการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วย

 

6. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และงดการดื่มแอลกฮอล์

เพราะมันคือเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความหายนะของสุขภาพคุณผู้ชายครับ…

 

7. หางานอดิเรกทำบ้าง

และเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระตุ้นให้เราใช้ความคิดความสามารถออกมาได้เต็มที่และเป็นประโยชน์ เช่นการอ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ วาดภาพ หรือจะเป็นการเล่นคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการสะสมแสตมป์ ทั้งนี้งานอดิเรกที่เราใช้ความคิดผึกสมองและมีความจดจ่อกับกิจกรรมนั้น ๆ ทำให้ชะลอความเสื่อมและสมองเฉื่อยชา อันจะนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ต่อไปได้ครับ

 

8. อย่าอยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว

เมื่อมีวันหยุด อย่ารีรอที่จะออกไปข้างนอกบ้างครับเพราะการออกท่องเที่ยวนอกสถานที่จะเหมือนกับเป็นการเติมถ่านให้เราได้เสมอ และหากมีโอกาสได้ไปในสถานที่แปลกใหม่บ้างจะเป็นการท้าทายให้เราได้ตื่นตาตื่นใจมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งยังเป็นการฝึกทักษะทางด้านสังคมอีกด้วยครับ

 

9. คนรอบข้างเป็นฐานสำคัญของความสุขเบื้องต้นของชีวิต

เพราะการให้ความรักและการใส่ใจกับคนในครอบครัวและคนรอบตัวเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดความอบอุ่น ความเข้าใจ เมื่อทำได้ความสุขก็ตามมาครับ พึงนึกเสมอว่า “สุขภาพจิตสดใส สุขภาพกายแข็งแรง” ดังนั้นกลับไปส่งยิ้มให้ กอด และบอกรักคนที่บ้านบ้างก็ไม่เลวครับ

 

10. มาออกกำลังกายกันเถอะครับ

ท้ายสุดนี้คงต้องเรียนท่านผู้อ่านว่าไม่มียาใดที่ป้องกันรักษาโรคได้ดีไปกว่าการออกกำลังกายหรอกครับ แต่การออกกำลังกายทุกอย่างก็ควรทำอย่างพอดี เหมาะสมและทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการออกกำลังกายก็มีมากมาย (จุลสารฉบับก่อน ๆ ก็ได้เขียนไว้บ้างแล้ว) และหากผู้อ่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการออกกำลังกายของตนเองก็สามารถขอคำปรึกษาจากนักกายภาพบำบัดใกล้บ้านท่าน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : pt.mahidol.(2009).กฎเหล็ก 10 ประการ เพื่อสุขภาพชาย.21 มีนาคม 2558.
แหล่งที่มา : http://www.pt.mahidol.ac.th/knowledge/?p=238
ภาพประกอบจาก : http://www.plazathai.com