รอบรู้ 360 องศา การดูแลสุขภาพ การป้องกันและการรักษาโรค สำหรับคนวัยทำงาน

เครื่องเป่าแอล.jpg

การวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายมีมานานแล้ว ก่อนหน้านี้จะเป็นการวิเคราะห์หาปริมาณแอลกอฮอล์โดยใช้วิธีเก็บตัวอย่างจากเลือดหรือปัสสาวะแต่มีข้อจำกัดในเรื่องห้องปฏิบัติการและผู้ที่มีความชำนาญ รวมถึงการทราบผลช้า และปริมาณน้ำในร่างกายอาจทำให้ผลที่ได้ไม่สามารถสื่อไปถึงปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดอย่างแท้จริง

ต่อมาได้มีการนำวิธีการวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจมาใช้ โดยได้มีการคิดค้นเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจขึ้น และได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งแบบพกพา (Mobile) และแบบประจำที่ (Stationary) และแบบเพื่อการตรวจคัดกรอง (screening) โดยแสดงผลว่าเกินหรือไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ และแบบเพื่อการตรวจยืนยันผล (Evidential) โดยแสดงผลเป็นตัวเลขในหน่วย mg/100ml เช่น 50 mg/100ml

 

เส้นทางเดินของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

เมื่อเราดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ดูดซึมผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กเข้าสู่เลือด โดยเราสามารถตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายในเวลา 5 นาที หลังสิ้นสุดการดื่มขณะท้องว่าง ระดับแอลกอฮอล์จะขึ้นสูงสุดภายในเวลา 30 – 45 นาที หลังดื่ม เนื่องจากโมเลกุลของแอลกอฮอล์มีขนาดเล็กและไม่ต้องการน้ำย่อย  แอลกอฮอล์จะเคลื่อนที่ตามทิศทางเดินของเลือด โดยแอลกอฮอล์บางส่วนจะถูกทำลายโดยตับ จากนั้นเลือดจะผ่านไปทางหัวใจด้านขวา และถูกสูบฉีดไปปอด สู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แอลกอฮอล์เข้าสู่สมอง ทำให้การสั่งงานของสมองช้าลง เมื่อแอลกอฮอล์ผ่านปอด แอลกอฮอล์บางส่วนจะแพร่ออกสู่อากาศ (ลมหายใจ) ซึ่งการวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะสามารถนำไปสู่การวิเคราะห์หาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้

 

หลักการทำงาน

สำหรับการทำงานของเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจนั้น ในการตรวจจะให้ผู้ตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องซึ่งมีตัวตรวจจับแอลกอฮอล์ (Alcohol Detector) ซึ่งมี 4 แบบ ได้แก่

  1. Colorimeter เปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นเขียว เมื่อได้รับสารแอลกอฮอล์
  2. Semiconductor หรือสารกึ่งตัวนำ เป็นเครื่องที่ใช้ทดสอบตัวเอง พกพาสะดวก แต่ไม่มีความเที่ยงตรง
  3. Fuel cell หรือเซลไฟฟ้าเคมี มีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก มีราคาสูงและ
  4. Infrared มีความเที่ยงตรง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางคดีได้ ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับใช้ประจำที่ เช่น สถานีตำรวจ

 

ทั้งนี้ตัวตรวจจับเมื่อได้รับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ จะมีการแปรสภาพ การเปลี่ยนแปลงสีของสารเคมี หรือวัดได้จากพลังงาน เช่น กระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพนี้ จะถูกแปลค่าให้รายงานออกมาที่หน้าปัดของเครื่อง ในปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration: BAC) ทั้งนี้ โดยอาศัยการคำนวณค่าจาก ค่าความสัมพันธ์ของสัมประสิทธิ์ในการแปลงค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเป็น ปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจ

 

www.lvcriminaldefense.com/dui/breathalyzer-test/

 

การวัดและระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่กฎหมายกำหนด

การที่เครื่องวัดฯ จะวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจได้ถูกต้อง ต้องใช้ลมหายใจจากส่วนลึกของปอดที่สัมผัสกับเส้นเลือดฝอยในปอด เพื่อจะให้ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้อง ผู้ผลิตได้ออกแบบให้เครื่องวัดฯ เมื่อถูกเป่าลมหายใจเข้าเครื่องต่อเนื่องไปได้ระยะหนึ่ง ความแรงในการเป่าจะลดลง สูบไฟฟ้าในเครื่องฯ จะเก็บตัวอย่างลมหายใจประมาณ 1 ซีซี แบบอัตโนมัติ 

ในกรณีที่เครื่องไม่ได้ออกแบบให้เก็บตัวอย่างลมหายใจแบบอัตโนมัติ การตรวจวัดต้องให้ผู้ถูกตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องอย่างต่อเนื่อง และผู้ที่ทำการตรวจวัด จะนับ 1 ถึง 5 ในใจอย่างช้า ๆ เมื่อนับครบแล้ว จึงกดปุ่มรับตัวอย่าง เพื่อให้สูบไฟฟ้าเก็บตัวอย่าง 

ทั้งนี้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่ไม่ให้เกิน 50 mg/100ml หรือ 50 mg %

ตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 16/2537 ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อเปรียบเทียบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดกับโอกาสเกิดอุบัติเหตุจราจร พบว่า

 


จากข้อมูลเบื้องต้น ทุกคนจะเห็นว่าระดับ
แอลกอฮอล์ในเลือดจะทำให้เกิดอันตราย โดยระดับตั้งแต่ 50 mg % จะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานช้าลง ถ้าขับขี่ยานพาหนะ จะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายตั้งแต่  2 เท่าขึ้นไป             

หากจำเป็นต้องดื่มแอลกอฮอล์ ควรไปรถโดยสาร หรือรถรับจ้างสาธารณะ หรือมีผู้อื่นขับรถให้

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์บริการวิชาการและพัฒนาบุคลากรด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาสารเสพติด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ www.sri.cmu.ac.th, ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล www.si.mahidol.ac.th , กองรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, 2546
ภาพประกอบจาก : www.lvcriminaldefense.com , www.whatmyhomeneeds.com


ถุงยางนามัยชาย.jpg

ถุงยางอนามัย (Condom) มาจากภาษาลาติน แปลว่า ภาชนะที่รองรับ มีทั้งที่ทำจากลำไส้สัตว์ (Skin condom) ทำจากวัสดุยางพารา (Rubber condom or latex condom) และทำจากวัสดุสังเคราะห์ (Rolyurethane condom) และมีทั้งแบบถุงยางอนามัยชายและถุงยางอนามัยหญิงสำหรับถุงยางอนามัยชาย ฝ่ายชายใช้สวมครอบองคชาตของตนเอง

โดยประเทศไทยมีจำหน่ายขนาดหลัก ๆ 2 ขนาดคือ ขนาดความกว้าง 49 มม. และขนาดความกว้าง 52 มม. ทั้งนี้มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการตั้งครรภ์และการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และเอดส์ได้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ จะมาจากการใช้ถุงยางที่ไม่ถูกต้อง

 

การใช้ถุงยางอนามัยให้ถูกวิธี

ก่อนอื่นผู้ใช้ต้องเลือกซื้อให้เหมาะสมกับขนาดองคชาตตรวจสอบวันหมดอายุและรอยฉีกขาด ไม่ควรนำมาใช้หากพบรอยฉีกขาดที่ซอง การฉีกซองควรใช้มือฉีก ไม่ควรใช้กรรไกร และปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ผู้ใช้ต้องใส่และถอดให้ถูกวิธี โดยให้ใส่เมื่อองคชาตแข็งตัวเต็มที่เท่านั้น โดยผู้ที่ไม่ได้ขลิบปลายองคชาตต้องดึงหนังหุ้ม รูดให้สุดเสียก่อน
  2. บีบปลายกะเปาะไล่ลม แล้วสวมลงบนองคชาต โดยให้ด้านที่มีขอบม้วนอยู่ด้านนอก รูดลงมาจนถึงโคน กรณีที่ใส่ผิดด้าน จะทำให้ไม่สามารถรูดถุงยางอนามัยจนถึงโคนได้ควรทิ้งถุงยางอนามัยนั้นไปเลย
  3. เมื่อเสร็จการร่วมเพศ ค่อย ๆ ใช้กระดาษทิชชูรูดถุงยางออกจากองคชาตในขณะที่ยังแข็งตัวมิฉะนั้นถุงยางอาจจะหลุดอยู่ในช่องคลอดได้ และล้างอวัยวะเพศทันที

 

 

https://careguru.in

 

ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย

  1. ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ดี เพราะมีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ หากเลือกใช้ถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน โดยทั่วไปหากผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 100 คน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันเป็นเวลา1 ปี พบว่า 80 – 90 คน จะตั้งครรภ์หากใช้ถุงยางอนามัยสำหรับเพศชายอย่างถูกต้อง พบว่าเพียง 2 จาก 100 คน จะตั้งครรภ์ แต่หากใช้ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง จะมีโอกาสตั้งครรภ์ถึง 15 จาก 100 คน สำหรับถุงยางอนามัยที่ออกแบบเพื่อเพิ่มความสุขในขณะมีเพศสัมพันธ์ เช่น มีตัวตุ๊กตา รอยตะปุ่มตะป่ำขนาดใหญ่ พบว่าจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลง
  2. ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ได้ เช่น โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี หนองในเทียม หนองในแท้ พยาธิในช่องคลอด ซิฟิลิส แต่ป้องกันโรคที่ติดจากการสัมผัสหรือความใกล้ชิดได้ไม่ดีนัก เช่น โลน หิด เริม หูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก  เป็นต้น

 

ปัญหาที่พบบ่อยจากการใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง

สำหรับปัญหาที่พบบ่อยจากการใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง จนทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลดลง ได้แก่

  1. ใช้สารหล่อลื่นไม่ถูกต้อง ทำให้ถุงยางแตกหรือลื่นหลุด เช่น การใช้สารหล่อลื่นชนิดละลายในน้ำมันกับถุงยางอนามัยที่ทำจากยางลาเท็กซ์ทำให้แตกง่าย
  2. ไม่ใช้ถุงยางอนามัยใหม่แกะกล่อง
  3. ใช้ถุงยางเพียงครั้งแรกเท่านั้น เมื่อมีเพศสัมพันธ์ต่อไปไม่ได้ใช้ถุงยาง
  4. ใช้ถุงยางอนามัยที่เสื่อมสภาพอย่างเห็นได้ชัด
  5. มึนเมาสุราหรือสารเสพติด จึงตัดสินใจถอดถุงยางทิ้งกลางคัน
  6. แกะถุงยางอนามัยออกมาเล่น ก่อนมีเพศสัมพันธ์
  7. ใส่ถุงยางผิดด้านแล้วนำกลับมาใช้ใหม่

ดังนั้น หัวใจสำคัญในเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยจึงมีสองประการ คือ ต้องใช้ทุกครั้งและใช้อย่างถูกต้อง

 

เรียบเรียงโดย : กองบรรณาธิการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.si.mahidol.ac.th, www.thaihealth.or.th
ภาพประกอบจาก :  www.bangkokbiznews.com/news/detail/777338 , https://careguru.in