รอบรู้ 360 องศา การดูแลสุขภาพ การป้องกันและการรักษาโรค สำหรับคนวัยทำงาน

ข้อดีปั่่นจักรยาน.jpg

13 ข้อดี การปั่นจักรยาน เชื่อว่าคนที่ติดตามเว็บ Ducking Tiger คงเป็นนักปั่นตัวยงกันอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีหลาย ๆ คนที่ยังลังเล ไม่รู้ว่าจะเริ่มปั่นดีไหม หรือควรจะตั้งใจปั่นอย่างจริงจังหรือเปล่า วันนี้เรามีประโยชน์ของการปั่นจักรยาน 13 ข้อ ที่จะช่วยยืนยันว่าการปั่นจักรยานนั้นมีประโยชน์จริง ๆ ครับ

 

ช่วยให้นอนหลับลึกกว่าเดิม

การออกปั่นจักรยานตอนเช้าๆ ช่วยให้เราหลับได้ลึกกว่าเดิมและลดปัญหาการนอนไม่หลับ คณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ได้ทดลองให้คนที่มีปัญหานอนหลับยาก (Insomnia) ออกไปปั่นจักรยานตอนเช้าทุก ๆ วัน วันละ 20 – 30 นาที ผลปรากฏว่าคนที่มีปัญหาการนอนไม่หลับสามารถนอนหลับสนิทได้เร็วขึ้นเกือบหนึ่งชั่วโมง จากแต่ก่อนที่อาจจะต้องนอนรอให้ง่วงเป็นเวลานาน การไปออกกำลังกายยามเช้า ช่วยให้ร่างกายเราได้รับแสงแดดตามเวลาที่ควรจะเป็น ช่วยให้ร่างกายหลับได้ง่ายขึ้นในตอนกลางคืน

 

ช่วยให้หน้าตาดูอ่อนวัยกว่าเดิม

ข้อนี้หลายคนน่าจะชอบ การปั่นจักรยานช่วยให้ร่างกายเราลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารได้ดีขึ้น และช่วยขับถ่ายสารพิษในร่างกายได้มีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกาย อย่างการปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการผลิตสารคอลลาเจน ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า จึงไม่แปลกว่าทำไมคนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจึงหน้าตาอิ่มเอิบและผิวพรรณสดใสครับ (แต่อย่าลืมถ้าครีมกันแดดก่อนออกรอบหละ)

 

ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากมหาวิทยาลัย Bristol ยืนยันว่าการปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้อาหารไหลผ่านลำไส้ได้เร็วกว่า ซึ่งช่วยลดการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ หมายความว่าก้อนอุจจาระก็จะไม่แห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้นครับ นอกจากนี้การปั่นจักรยานช่วยกระตุ้นการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเพิ่มกำลังในการบีบรัดตัวของลำไส้ ช่วยให้เราไม่รู้สึกอึดอัดหลังการทานอาหาร และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

 

เพิ่มประสิทธิภาพสมอง

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ พบว่า คนที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ ทำคะแนนการทดสอบสมองได้ดีกว่าปรกติถึง 15% เพราะว่า การปั่นจักรยานช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วน Hippocampus  เป็นส่วนที่ใช้บันทึกความจำ ซึ่งจะเสื่อมอย่างรวดเร็วหลังอายุ 30 ครับ ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี

 

สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้น

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การออกกำลังกายช่วยให้ระบบภูมิต้านทานของเราแข็งแรงขึ้น เชื้อโรคต่าง ๆ ก็มีผลกับเราได้น้อยลง รายงานสุขภาพจากอังกฤษบอกว่า คนที่ปั่นจักรยานอย่างน้อย 30 นาทีเป็นเวลาห้าวันต่อสัปดาห์ มีโอกาสป่วยน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยกว่าเท่าตัว ข้อนี้แอดมินรู้ดี เพราะหลังจากเริ่มปั่นจักรยาน อาการหอบหืดเรื้อรังที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ก็ค่อย ๆ หายไปจนตอนนี้หายขาดแล้วครับ


ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนในยุคนี้-คูล-และ-เวิร์ค-น่าทำตาม.jpg

เมื่อวันเวลาเดินหน้าไปอยู่เสมอ ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนในยุคนี้ คูล และ เวิร์ค น่าทำตาม กลุ่มคนรุ่นเดิมก็ถูกผลัดเปลี่ยนด้วยคนรุ่นใหม่ วิถีชีวิตของคนแต่ละรุ่นหรือแต่ละกลุ่มย่อมแตกต่างกันไป วิถีชีวิตที่ว่า คือ คำที่คนในสมัยนี้เรียกกันอย่างติดปากว่า “ไลฟ์สไตล์” ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนในยุคนี้ ในยุคปัจจุบันอย่างเรา ๆ นั้น มีสิ่งที่แปลกใหม่หรือสิ่งที่นิยมทำกันเกิดขึ้นใหม่ ๆ มากมาย บางสิ่งก็ดูแล้วไร้สาระหรือไม่เป็นประโยชน์อะไรนัก หรือถึงขั้นเกิดผลเสียก็เป็นได้ เราลองมาเลือกไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย อินเทรนด์ และดู คูล และ ชิค เหมาะที่จะนำมาทำให้ชีวิตสดใส และมีความสุขขึ้นกันดีกว่า

 

ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มีเวลาใส่ใจดูแลสุขภาพ

จะสังเกตได้ว่ากระแสไลฟ์สไตล์ที่กำลังมาแรงอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยของยุคนี้ ก็คือ การหันมาแบ่งเวลาให้สุขภาพ ดูได้จาก คนมากมายทั้งกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศ คนสูงอายุในวัยเกษียณ นักเรียนนักศึกษา ต่างก็หันมาให้เวลากับการดูแลสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกาย มีกีฬาและวิธีในการออกกำลังเกิดขึ้นใหม่มากมาย เช่น โยคะ ซึ่งมีทั้งโยคะร้อน โยคะทั่วไป โยคะฟรายด์ พิราทิส ครอสฟิต ปั่นจักรยาน เล่นเวท หรือแม้แต่กีฬาต่าง ๆ ซึ่งมีสถานที่ออกกำลังกาย โรงเรียนที่สอนเฉพาะทางเกิดขึ้นมากมายทุกหนแห่ง สาเหตุหนึ่ง คงเป็นเพราะคนเรามองเห็นแล้วว่าการป้องกันไม่ให้ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยนั้นสำคัญและให้ผลดียิ่งกว่าการรักษา นับว่าเป็นไลฟ์สไตล์ที่ คูล และน่าจะเลือกมีไว้ในตารางชีวิตบ้างเหมือนกัน

 

นิยมอาหารคลีน

คำว่าอาหารคลีน คงไม่ใช่ศัพท์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกันแล้ว เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะเห็นคนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่รักสุขภาพ และใส่ใจในการรับประทาน เนื่องจากมลพิษและสารปนเปื้อนมีมากมายในอาหารที่รับประทานกันทุกวัน และอาหารนี่เองที่เป็นตัวชี้ว่าร่างกายจะแข็งแรงหรือจะเกิดโรคในภายหน้า การทานอาหารคลีนก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่สดใหม่และมีขั้นตอนในการปรุงที่น้อย ทำให้อาหารมีการปนเปื้อนน้อย และเป็นอาหารสดที่มีอายุของอาหารสั้น ไม่ใช่อาหารดอง หมัก แช่แข็ง เพราะอาหารอายุยาวทำให้อายุคนรับประทานสั้น และอาหารอายุสั้นคืออาหารสดจะทำให้คนรับประทานมีอายุยาว การทานอาหารคลีนอาจจะเลือกโดยการทำรับประทานเองที่บ้าน หรือด้วยไลฟ์สไตล์ของตน ก็มีบริการของร้านอาหารคลีนที่เปิดรองรับ ทั้งรับประทานภายในร้าน และสั่งเป็นมื้อเหมือนผูกปิ่นโตก็ได้ ซึ่งมีให้เลือกสั่งซื้อในแทบทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพและต่างจังหวัดก็มีแล้วเช่นกัน หากสนใจไลฟ์สไตล์ดูแลอาหารการกิน คูล ๆ เช่นนี้ลองหามารับประทานหรือทำเองก็ไม่ยาก

 

ชอบสินค้า DIY

อาจจะด้วยทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างฝืดเคือง คนในยุคเราจึงเพิ่มทางเลือกให้กับชีวิตด้วยการมีไลฟ์สไตล์นิยมสินค้า DIY สินค้า DIY เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความชอบและความสุขของยุคสมัยในราคาเบา ๆ เรียกว่าเป็นไลฟ์สไตล์ชิค ๆ มาก เมื่อเราต้องการของอะไรสักอย่าง การซื้อของสำเร็จรูปที่มีคุณภาพและมีแบรนด์อาจทำให้เป็นภาระหนักต่อกระเป๋าสตางค์ แต่หากหันไปมองสินค้า DIY เราจะเห็นว่ามีสินค้าหลายอย่างที่คุณภาพและดีไซน์ใกล้เคียงกัน และอาจจะมีเอกลักษณ์แตกต่าง ดีไซน์ที่ออกแบบเพิ่มเองได้อย่างสวยตรงใจ เพียงแต่ต้องลงแรงและฝีมือในการประกอบหรือทำขึ้นมาเองในบางขั้นตอนเท่านั้น

 

มีงานอดิเรกหรือกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม

อาจจะด้วยพัฒนาการอันทันสมัยแห่งโลกโซเชี่ยล ไลฟ์สไตล์ คูล ๆ ของคนในยุคเราอีกอย่างคือ มีกิจกรรมเฉพาะกลุ่มที่ตรงใจกัน เราสามารถมีกลุ่มสังคมที่มีความรักชอบในสิ่งเดียวกัน และรวมกันไปทำกิจกรรมที่ชอบในวันว่างร่วมกัน ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิตประจำวัน แต่สามารถมาพบรู้จักคนใหม่ ๆ ที่มีความสนใจเหมือนกัน ทำให้เกิดกิจกรรมดี ๆ ร่วมกัน เช่น ก๊วนปั่นจักรยาน กลุ่มเพื่อนสายบุญ กลุ่มงานประดิษฐ์ คนชอบธรรมชาติ ชมรมคนรักต้นไม้ เป็นต้น

 

ใช้ชีวิตสุด ๆ ทั้งทำงานสุด ๆ และพักผ่อนสุดชิล

ไลฟ์สไตล์ของคนยุคเราที่แสนจะชิลและชิค อย่างไม่มีใครเถียงก็คือ การทำอะไรสุด ๆ และพยายามรักษาสมดุลของชีวิต ต่างจากคนในยุคก่อนที่อาจจะบ้าทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน หรือมีชีวิตเรียบเกินไปอยู่แต่บ้าน หรือไม่ก็เที่ยวจนไม่เป็นอันทำงาน แต่ไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันรักษาสมดุลได้ดี เมื่อทำงานก็ทำกันอย่างเต็มที่ เพื่อเก็บเงินและเพื่อความก้าวหน้า แต่เมื่อถึงวันหยุด เราจะเห็นได้ว่าทุกคนต่างมุ่งหน้าไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่เกิดขึ้นใหม่ หลากหลายอย่างมีความสุข

การใช้ชีวิตนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ละเอียดอ่อน การจะวัดความสำเร็จของคนเรา คงไม่สามารถวัดได้จากหน้าที่การงานหรือเงินในกระเป๋าของคนแต่ละคนเพียงเท่านั้น แต่ยังวัดได้จากการเลือกใช้ชีวิตที่มีทั้งสาระและความสุขได้ในทุก ๆ วินาทีของชีวิตอีกด้วย การเปิดรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ลองทำในสิ่งที่เราเองอาจจะยังไม่เคยได้ทำ หรือค้นหาความชอบความรักของตน เป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มสีสันละความสุขให้กับชีวิต ไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่งที่เราต้องเลือกด้วยตนเอง เพราะไลฟ์สไตล์นั้นบ่งบอกความเป็นเราที่ไม่มีใครจะเข้าใจตัวเราเองได้ดีไปกว่าตัวเรา วันนี้คุณมีไลฟ์สไตล์ คูล และ ชิค ที่เหมาะกับตนเองแล้วหรือยัง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://moneyhub.in.th/article/5-lifestyle-that-good-to-follow/
ภาพประกอบจาก : www.happyjuiceco.ca


โยคะ-2.jpg

ประโยชน์ของการฝึกโยคะ (Yoga) สามารถปฏิบัติได้ในคนปกติทุกเพศทุกวัย มีผลดีช่วยป้องกันปัญหาทางกายภาพได้ เช่น ปัญหาข้อติด เสริมความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อ เสริมสร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อได้ ตลอดจนผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต การขยายของหลอดเลือด ระบบฮอร์โมนในร่างกาย ระบบประสาท ระบบหายใจ ทำให้มองโลกในแง่บวก คิดบวก คิดสร้างสรรค์เข้าใจตนเอง มีสมาธิ จิตสงบ สัมผัสความสุขได้ง่ายขึ้น ตระหนักรู้และบรรลุถึงความต้องการเบื้องลึกภายในตนเอง..

ร่างกายของคนเราได้รับผลกระทบ จากทุกสิ่งที่มีอยู่ภายในและทุกสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ในที่นี้รวมถึง สิ่งที่เรากิน สิ่งที่เราหายใจเข้าไป สิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราคิด และสิ่งที่เรารู้สึก ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องมีชีวิตอยู่เหมือนนักบวช การดำเนินชีวิตในทางสายกลางในทุกสิ่งทุกอย่างนี่เหละ คือ กุญแจที่จะไขไปสู่การมีสุขภาพที่ดี อย่างไรก็ตาม คุณจะพบว่ายิ่งคุณฝึกหัดโยคะมากเพียงใด คุณก็จะเรียนรู้ถึงการมีชีวิตในรูปแบบที่มีสุขภาพดีมากเพียงนั้น

 

ประโยชน์ของการฝึกโยคะ (Yoga)


1. สุขภาพดีขึ้น (Better Health)

 

2. รูปร่างดีขึ้น (Better Appearance)

  • ช่วยลดน้ำหนักส่วนเกิน เนื่องจากกลไกการเผาผลาญตามธรรมชาติช่วยปรับร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล
  • ปรับสมดุลโครงสร้างของร่างกาย จากอิริยาบถในชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง
  • ช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับได้สัดส่วน
  • เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง
  • ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ ชะลอความแก่ชรา

 

3. จิตใจสงบ (Clearer Mind)

  • ผ่อนคลายความตึงเครียด ช่วยให้จิตใจสงบ เยือกเย็น และผ่อนคลาย
  • ลดอาการกระสับกระส่าย กังวล นอนไม่หลับ
  • ทำให้มีสมาธิในการทำกิจการงานมากขึ้น
  • ช่วยให้ควบคุมจิตใจและความเครียดได้ดียิ่งขึ้น

 

ประโยชน์ของการฝึกโยคะ (Yoga) จะเพิ่มพูนอย่างใหญ่หลวง โดยการดำเนินการร่วมกับการรับประทานอาหารที่สมดุล (ไม่มากหรือน้อยเกินไป) ดื่มน้ำบริสุทธิ์ให้มากในแต่ละวัน หายใจรับอากาศบริสุทธิ์ ถูกแสงแดดบ้าง การนอนหลับที่เพียงพอ แต่ไม่มากจนเกินไป การรักษาสุขภาพอนามัยอย่างดี การมีกิจกรรมทางกายและในทางจิตใจอย่างสมดุลกัน และมีความสมดุลกันในระหว่างการทำงานกับการผ่อนคลาย

 

เรียบเรียงบทความ “ประโยชน์ของการฝึกโยคะ (Yoga)” โดยกองบรรณาธิการ YesSpaThailand.com
แหล่งที่มา : www.yesspathailand.com
ภาพประกอบจาก : https://organicfit.tv/


clean-food.jpg

เทรนด์อาหารคลีน หรืออาหารคลีนเพื่อสุขภาพ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้คนหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน รวมถึงคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการลดน้ำหนักเร่งด่วนโดยไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำหนัก การสั่งอาหารคลีน Delivery เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนหนุ่มสาวออฟฟิศ อาหารคลีน Delivery ที่จัดส่งตามพื้นที่ให้บริการเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนกำลังเป็นที่นิยมรวมถึงอาหารคลีนส่งทั่วประเทศ

ผู้ที่สนใจใช้บริการสั่งอาหารคลีน แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรเลือกร้านไหน จึงจะได้รับอาหารที่มีประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด เรามี 10 แนวทางเลือกร้านอาหารคลีน delivery เพื่อเป็นแนวทาง ให้ผู้ที่สนใจตัดสินใจให้เลือกร้านได้

 

1. มีจุดประสงค์ที่แน่ชัดในการเลือกทานอาหารจีน

จุดประสงค์ของการเริ่มต้นการกินอาหารคลีนคืออะไร คนที่กินต้องตอบได้ เช่น อยากกินอาหารคลีนเพื่อสุขภาพ ให้ร่างกายปลอดสารพิษ หรือกินอาหารคลีนเพราะต้องการควบคุมน้ำหนัก ลดไขมัน ควบคุมแคลอรี่ หรือกินอาหารคลีนเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อสำหรับเล่นฟิตเนส เป็นต้น เมื่อรู้จุดประสงค์แล้วจะช่วยให้ตามหาอาหารคลีนประเภทที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

 

2. การดูรีวิว หรือประสบการณ์การเปิดร้านจำหน่ายอาหารคลีน

ส่วนใหญ่อาหารคลีนเหล่านี้จะไม่ค่อยมีหน้าร้าน สามารถสั่งซื้อได้ช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ แฟนเพจ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูประวัติการซื้อขายอาหารคลีน คอมเมนต์ของลูกค้าที่ผ่านมา หรือดูภาพอาหารที่จำหน่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจ

 

3. เลือกประเภทอาหารคลีนที่ต้องการ

ยกตัวอย่างเช่น ชื่นชอบอาหารคลีนแบบเมนูไทย ๆ หรือชื่นชอบอาหารคลีนแบบเมนูฝรั่ง ซึ่งแต่ละร้านอาหารคลีน จะมีเมนูที่สลับกันไปตามสัปดาห์ รายเดือน เพื่อไม่ให้จำเจ บางร้านมีแต่เมนูอาหารคลีนแบบไทย ๆ หรือบางร้านเน้นเป็นอาหารคลีนสไตล์ฝรั่ง ซึ่งเราสามารถดูจากเว็บไซต์ที่ให้บริการสั่งอาหารคลีน

 

4. วัตถุดิบออแกนิก มีคุณภาพ ได้ประโยชน์ คุ้มค่ากับเงิน
ที่จ่ายไป

อาหารคลีนส่วนใหญ่มีกรรมวิธีการปรุงที่ประณีต จำเป็นต้องเลือกวัตถุดิบให้ได้คุณภาพสูงสุด เช่น ผักบางร้านใช้วิธีปลูกเองโดยไม่ใช้สารเคมี ปลูกแบบออแกนิก หรือใช้น้ำมันงาแทนน้ำมันหมู หรือไม่ใส่สารกันบูด ผงชูรส ผงก้อน ใช้หญ้าหวานแทนการใส่น้ำตาล เป็นต้น วิธีการเหล่านี้เป็นการลดปริมาณแคลอรี่ในเมนูอาหารเพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมในการกินอาหารคลีน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก

 

5. ราคา

วิธีการสั่งซื้อจะแจ้งราคาเป็นแบบกล่อง แบบคอร์สรายสัปดาห์หรือรายเดือน พร้อมรายการเมนูอาหารคลีน ซึ่งเราต้องศึกษาว่า มีรายการอาหารคลีนอะไรบ้าง หากเป็นเนื้อสัตว์หมูหรือไก่ ราคาจะถูกกว่าเนื้อสัตว์ประเภทปลา กุ้ง หรือผักที่ใช้สามารถหาซื้อได้ง่ายหรือต้องปลูกเองจึงจะได้คุณภาพ ราคาที่ขายจะต้องคุ้มค่ากับเมนูอาหารคลีนที่แจ้งไว้ ไม่ควรตั้งราคาขายที่สูงจนเกินไป

 

6. วิธีการสั่งซื้อและการจัดส่ง

การสั่งซื้อที่รวดเร็ว เข้าใจง่าย สามารถเลือกได้ตามใจ จะสามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนที่ยุ่งยากจะทำให้เราเลือกร้านอื่น ยิ่งไปกว่านั้น ควรเลือกร้านอาหารคลีนที่สามารถจัดส่งในพื้นที่ที่เราอยู่ได้ ไม่เสียค่าบริการมาก หรือบางร้านมีโปรโมชั่นสั่งซื้อขั้นต่ำจึงจะจัดส่งฟรีในพื้นที่ที่บริการ จะสร้างความสะดวก ความประทับใจเรามากขึ้น

 

7. ประสบการณ์ปรุงอาหารคลีนของเชฟ

การปรุงอาหารคลีน ผู้ปรุงอาหารจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการทำอาหารประเภทนี้ เนื่องจากการทำอาหารคลีนมีขั้นตอนที่ต้องระวัง วัตถุดิบที่ใช้ไม่เหมือนการปรุงอาหารตามปกติ รสชาติต้องถูกปากลูกค้าในวัตถุดิบที่สามารถใช้ได้

 

8. การแนะนำหรือให้ความรู้ในการกินอาหารคลีน

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นกินอาหารคลีนนั้น อาจยังไม่มีความรู้ในการเลือกคอร์สหรือระยะเวลาในการกินอาหารคลีน เจ้าของร้านหรือเชฟต้องให้คำแนะนำหรือใส่ใจในคำพูดของลูกค้า เช่น ลูกค้าแพ้วัตถุดิบทะเล ทางร้านต้องจำและหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาด และให้คำแนะนำในการเลือกอาหารคลีนได้

 

9. อาหารคลีนปรุงสดใหม่

เราควรเลือกร้านอาหารคลีนที่มีการปรุงอาหารสดใหม่ทุกวัน เพื่อให้ได้อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ควรเลือกร้านที่ทำอาหารในปริมาณมากๆ ครั้งเดียวและแบ่งขายจนหมด ซึ่งอาจทำให้อาหารคลีนสูญเสียประโยชน์ นานวันอาจบูดและเสียได้ หรือหากเลือกเป็นคอร์สรายเดือน การจัดส่งอาหารควรแบ่งส่งเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์เพื่อให้ได้อาหารปรุงสดใหม่ตลอด

 

10. เมนูอาหารคลีนได้รับสารอาหารครบถ้วน

เมนูอาหารคลีนที่ร้านคิดเมนูขึ้นมา จะต้องได้รับคุณประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ 5 หมู่ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน ในแต่ละมื้อนอกจากการได้รับจำนวนแคลอรี่ที่เหมาะสมแล้ว ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://topbestbrand.com/แสนดีคลีนฟู๊ด/
ภาพประกอบจาก : www.cleanfoodcrush.com


ปั่นจักรยาน.jpg

วิธีปั่นจักรยาน เพื่อลดน้ำหนัก การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดีที่จะได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเพื่อได้รับอากาศที่สดชื่น แถมยังได้ท่องเที่ยวชมทัศนียภาพรอบข้างไปพร้อมกัน และยังถือว่าเป็นการเผาผลาญพลังงานและลดไขมันที่ดีทางหนึ่ง

นอกจากนี้ จักรยานถือว่าเป็นพาหนะที่เหมาะในยุคนี้ เพราะมีคุณสมบัติ 3 ส. คือ สะดวก สิ้นเปลืองน้อย และสุขภาพดี ทำให้เราผ่อนคลายและยังช่วยให้ระบบหายใจแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน เพื่อนำไปสร้างเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดได้ดีขึ้น และส่งผลให้เราอารมณ์ดี จากการเพิ่มของระดับฮอร์โมนแอนเดอร์ฟินอีกด้วย

การปั่นจักรยาน เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ช่วยอย่างมากต่อการไหลเวียนของเลือด ซึ่งนั่นก็เท่ากับช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรงไปด้วย ที่สำคัญคือ ตะกรันไขมันที่จับอยู่ตามเส้นเลือดของเรา ก็พลอยจะถูกกำจัดออกไป จึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันได้อีกทางหนึ่ง ส่วนอวัยวะอื่น ๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง ย่อมส่งผลดีไปด้วยโดยเฉพาะปอด นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพัฒนาระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย สำหรับการปั่นจักรยานนั้น โดยปรกติจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 400 – 500 kcal ต่อหนึ่งชั่วโมง ทั้งนี้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความหนักของการปั่นด้วย

ด้านกล้ามเนื้อ การปั่นจักรยานมีประโยชน์ทำให้กล้ามเนื้อขา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาหน้าและหลังมีความแข็งแรง เป็นการยืดเส้นยืดสาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้ามเนื้อขาได้ นอกจากนี้ ยังช่วยในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี และหากเราออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น

 

ปั่นจักรยานลดความอ้วน

การปั่นจักรยานให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หากทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและต่อเนื่องจะช่วยเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อช่วงขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน้าท้อง ก้น และหากใช้อุปกรณ์บางอย่างเพิ่ม จะช่วยบริหารแขนได้ด้วย เพียงแค่มีแท่งยกน้ำหนัก 1 คู่ ที่หนักไม่มาก ก็เพียงพอแล้ว

การปั่นจักรยานนั้นดีกว่าการวิ่ง เพราะจะไม่ส่งผลกระทบกับข้อเท้า หัวเข่า และหลัง คุณอาจเริ่มจากการปั่นแบบช้า ๆ โดยไม่มีแรงเสียดทานหรือเรียกว่าขั้นพื้นฐาน แล้วค่อยเพิ่มความเร็วในการปั่นและน้ำหนักที่แป้นถีบมากขึ้นเหมือนปั่นขึ้นเขา และเช่นเดียวกับการออกกำลังกายทุกประเภท เคล็ดลับที่จะบริหารร่างกายให้ได้ผลก็คือ ทำทุกวันบ่อย ๆ แม้จะใช้เวลาไม่มากก็ตาม

 

อบอุ่นร่างกาย

ปรับที่นั่งให้สูงพอที่จะเหยียดขาเวลาปั่นได้ เมื่อวางเท้าบนแป้นขนานกับพื้น หัวเข่าจะต้องทำมุม 10 – 15 องศา ถ้าที่นั่งอยู่ต่ำเกินไป จะทำให้รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น และทำให้หัวเข่าต้องออกแรงมากกว่าปกติ ถ้าอยู่สูงเกินไปทำให้ต้องเคลื่อนไหวส่วนอุ้งเชิงกราน ทำให้หลังส่วนล่างต้องรับน้ำหนักมาก ที่จับสามารถปรับระดับได้ ขั้นแรกเริ่มจากระดับ “สูง” ก่อนวางมือทั้งสองข้างขนานกันบนที่จับจากนั้นค่อยลดระดับลงเพื่อเพิ่มความโค้งให้แผ่นหลัง

 

ความเร็วและแรง

ถ้าคุณยังไม่ชิน เริ่มจากการปั่นแบบธรรมดาที่ความเร็ว 60 รอบต่อนาที (1 รอบต่อวินาที) นาน 10 นาที จากนั้นเริ่มปรับให้ชันมากขึ้น ปั่น 10 นาที สลับกลับไปที่แบบธรรมดาอีก 10 นาที ทำแบบนี้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง 3 วัน เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ก่อนที่จะเริ่มโปรแกรมถัดไป

 

เมื่อเริ่มชำนาญมาก

ขึ้นแนะนำให้เริ่มปั่น 80 – 90 รอบต่อนาที สลับกับแบบธรรมดา 15 นาที และแบบชัน 15 นาที และแบบธรรมดา 15 นาที ทำ 3 – 4 ครั้งต่ออาทิตย์ อย่างน้อย 3 อาทิตย์ก่อนที่จะเข้าโปรแกรมที่สูงขึ้นต่อไป หลังจากชินกับระดับ ต่าง ๆ แล้ว ลองเปิดเพลงเพื่อกำหนดความเร็วสำหรับการปั่นแบบธรรมดาและแบบชัน ในขั้นนี้อาจสลับด้วยการเดินได้และเพิ่มเวลาขึ้นอีก 2 อาทิตย์

 

ขี่จักรยานแค่ไหนดี

ถ้าขี่จักรยานบนทางราบด้วยความเร็วน้อยกว่า 20 กม./ชม. อย่างนี้เราถือว่าช้าไป จะไม่เกิดสภาพแอโรบิคที่ต้องการ อย่าลืมว่าการขี่จักรยานเป็นการออกกำลังที่ตัวจักรยานมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมาก ถ้าขี่ช้า ๆ ตัวจักรยานจักเป็นตัวช่วยเสียส่วนใหญ่ ประโยชน์ต่อหัวใจก็ไม่มี หรือมีก็น้อย

แต่ผู้รู้กล่าวได้ว่า ถ้าขี่จักรยานด้วยขนาดความเร็วกว่า 30 – 32 กม./ชม. ก็จะเทียบได้เท่ากับการวิ่งความเร็วประมาณ 3 นาทีเศษต่อกิโลเมตร (อันนี้เป็นการวิ่งที่เร็วมากสำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ในบ้านเรา) ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้

โดยสรุป เราจึงควรถีบจักรยานอยู่ในช่วงความเร็วประมาณ 25 ถึง 28 กม./ชม. จึงจะได้ออกแรงสมกับที่ตั้งใจมาออกกำลังกัน ความเร็วที่พูดถึงในตอนนี้ เป็นความเร็วเฉลี่ยที่ฝรั่งเขาทำได้กัน แต่คนไทยเราโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ออกกำลังมานาน ก็อย่าได้เผลอไผลยึดข้อมูลนี้เป็นบรรทัดฐานในการฝึกเป็นอันขาด ทางที่ดีควรจะลองขี่ไปลองจับชีพจรไป ก็จะรู้ได้ว่าแค่ไหนจึงจะได้ 75 – 80% ของอัตราหัวใจเต้นสูงสุดของตัวเอง ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น ๆ

 

วิธีการขี่จักรยานให้ถูกต้อง

พวกขี่จักรยานใหม่ ๆ มักเข้าใจผิด และพยายามใช้เกียร์สูงสำหรับการขี่โดยส่วนใหญ่ ไม่พิจารณาว่าทางจะเป็นอย่างไร ทางที่ถูกแล้วควรเลือกเกียร์ต่ำไว้ก่อน และถีบให้วิ่งไปเรื่อย ๆ อย่างราบเรียบ โดยถีบซอยขาด้วยความถี่ประมาณ 70 รอบต่อนาที พยายามถีบให้ขาซอยคงที่ขนาดนี้ ถ้ามีทางขึ้นเนินลงเนินหรือมีลมต้าน ก็ค่อยสับเกียร์ต่ำเกียร์สูงตามไปอีกที คือพยายามปรับการซอยให้คงที่อย่างที่ว่าไว้

ไอ้รอบซอยขาคงที่ขนาดนี้ นักจักรยานฝรั่งเขาเรียกว่า ‘เคเดนซ์’ หรือ cadence แปลตรงตัวว่า จังหวะเคาะตอนเล่นดนตรี ในที่นี้คงหมายถึงการทำอะไรให้เป็นจังหวะคงที่สำหรับพวกเรา ๆ เอาเป็นว่าพยายามซอยขาให้คงที่ด้วยความถี่ประมาณ 70 รอบต่อนาที ที่ว่านี้ก็แล้วกัน

ตอนเริ่มใหม่ ๆ ถีบไปสัก 20 นาทีก็พอ แล้วพักจนชีพจรกลับมาเป็นปกติ แล้วก็เริ่มซอยขาใหม่ ต่ออีกจนคุณรู้สึกเหนื่อยแบบสบาย ๆ คือเหนื่อย แต่ไม่ใช่เหนื่อยจนเดินไม่ได้ หัวใจแทบจะเต้นออกมานอกอกหล่นไปกองกับพื้น จนเกือบถูกจักรยานที่ขี่อยู่ทับเอา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ มันเหนื่อยเกินไป เอาแค่เหนื่อยไม่มากก็เป็นพอ

 

ระยะเวลาในการปั่นจักรยาน

พยายามให้เหมือนกับการคารร์ดิโอทั่วไป อยู่ที่ ครั้งไม่ต่ำกว่า 40 นาที 3 – 4 วันต่อสัปดาห์ค่ะ การขี่จักรยานโดยเฉลี่ยจะใช้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี/ชม. ซึ่งการใช้พลังงานขนาดนี้ถ้าทำสม่ำเสมอก็จะสามารถลดความอ้วนได้อีกด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.lovefitt.com/exercise/วิธีการปั่นจักรยานเพื่อการลดน้ำหนัก/
ภาพประกอบจาก : www.lovefitt.com


ไลฟ์สไตล์.jpg

5 นิสัย การมีไลฟ์สไตล์ทางเทคโนโลยีที่ดี เราทุกคนรักเทคโนโลยี แต่ก็เหมือนกับทุกสิ่งที่มีข้อดีมากมาย และข้อเสียก็มากตาม ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะในการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิตอลให้มีสุขภาพกายและใจที่ดีตามไปด้วย เพราะการใช้งานอุปกรณ์ไอทีบางชนิดจะส่งผลต่อร่างกาย สภาวะจิตใจ และอารมณ์ได้

 

1. ปิดหน้าจอให้สนิทก่อนเข้านอน

หลายคนอาจะมีพฤติกรรมการชมรายการออนไลน์ เช่น YouTube, Twitter หรือ Netflix เป็นต้น แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้บ่งบอกไว้ชัดเจนว่า “ไม่เพียงแต่คุณจะนอนไม่เต็มอิ่มหลังจากที่คุณจ้องมองหน้าจอที่มีแสงสว่างมาก ๆ ก่อนนอนเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อคุณภาพการนอน ที่จะลดต่ำลงด้วย เพราะแสงจากหน้าจอหรือแล็บท็อป จะทำให้สมองและจิตใจคุณตื่นตัวตลอด จะทำให้คุณนอนหลับได้ยาก”

มีแอพมากมายที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อช่วยบรรเทาปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็น Lux ใน Android และโหมด Night Shift ใน iOS แต่สิ่งที่ผู้ใช้ทุกคนพึงกระทำ คือ ปิดหน้าจอให้สนิทก่อนที่จะนอน หรืออาจเปลี่ยนเป็นฟังเพลงสบาย ๆ ผ่านทางสมาร์ทโฟน ก็สามารถช่วยให้คุณนอนหลับสนิทได้เหมือนกัน

 

2. มีสมาธิทำงานทีละหนึ่งอย่าง

บางคนอาจคิดว่า การทำงานทีละหลาย ๆ อย่าง เช่น เช็คอีเมลไปพร้อมกับดูข่าวใน Twitter และแก้ไขงานใน Microsoft Word ไปพร้อมกัน จะแสดงถึงประสิทธิภาพในการทำงาน แท้จริงแล้ว การที่เรามุ่งความสนใจในสิ่งต่างมากเท่าไร ผลงานที่ถูกผลิตออกมาจะมีคุณภาพด้อยลงไป เหมือนดังเช่นที่นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า “การที่จะทำงานหลายอย่างให้ได้ประสิทธิภาพในคราเดียวนั้น งานหนึ่งชิ้นแทบจะใช้ทุกส่วนของสมองไปโดยอัตโนมัติแล้ว และงานแต่ละชิ้นที่เหลือจะต้องใช้พื้นที่สมองในส่วนที่ต่างกันออกไป” ซึ่่งหมายความว่า ในสมองหนึ่งส่วนจะไม่สามารถเพ่งการทำงานไปที่การเช็คอีเมล ดูสื่อออนไลน์ และทำงานเอกสารไปพร้อมกันได้ ลองมีสมาธิในการทำงานทีละหนึ่งอย่างต่อหนึ่งครั้ง จะทำให้รู้สึกดีกับงานและผลงานที่มีคุณภาพ

 

3. ให้หน้าจออยู่ในระดับสายตาเสมอ

การพิมพ์ข้อความในสมาร์ทโฟน หรือแล็บท็อปจะทำให้ผู้ใช้ต้องก้มคอต่ำลง ซึ่งผู้ใช้ควรที่จะถือสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตให้อยู่ในระดับสายตามากที่สุด เพื่อเป็นการลดแรงกดที่มีต่อกระดูกสันหลังของผู้ใช้ หรือจะให้ดี ควรหลีกเลี่ยงการเดินไป พิมพ์ข้อความไปเลย การนั่งพิมพ์เอกสารบนโต๊ะทำงานที่ถูกวิธี ก็สามารถทำได้ง่าย เพียงวางตำแหน่งของคีย์บอร์ดและหน้าจอให้พอเหมาะ หรือถ้าหากว่าใช้แล็บท็อป ผู้ใช้สามารถต่อพ่วงคีย์บอร์ดออกมา และหาวัสดุแบบง่าย ๆ มาเสริมฐานของแล็บท็อปให้อยู่ในระดับสายตา เพราะในทางการแพทย์นั้น ดวงตาของเราควรจะต้องมองตรงไปข้างหน้า หลังควรจะต้องตรง และแขนจะต้องตั้งฉากกับลำตัว

 

4. หยุดสื่อสารในโลกออนไลน์บ้าง

บริษัทผู้ใหับริการโซเชียลเน็ตเวิร์ครายใหญ่ๆ (ไม่ขอเอ่ยนาม) รู้กลวิธีอันชาญฉลาดมากมายที่จะทำให้คุณติดอยู่กับโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค และอยากจะกลับมาอัพเดทข่าวสารตลอดเวลา (ยกตัวอย่างเช่น การเฝ้าดูยอดกด Like เป็นต้น…ไม่ขอเอ่ยนามผู้ให้บริการอีกครั้ง) แต่ผู้ใช้ควรจะหาเวลาพักผ่อนสายตาและสมอง จากข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ที่มีอยู่ตลอดเวลาลงบ้าง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง

จากการศึกษามากมาย พบว่า การที่ผู้ใช้เพ่งสมาธิไปที่โลกสังคมออนไลน์เป็นเวลานาน จะเพิ่มระดับความเครียดและอารมณ์ซึมเศร้า เปลี่ยวเหงา เมื่อผู้ใช้คิดเปรียบเทียบชีวิตของตนกับผู้อื่นที่พบในโลกออนไลน์ ซึ่งเมื่อผ่านไปสักระยะ จะส่งผลต่อระดับอารมณ์ของผู้ใช้ด้วย ผู้ใช้ควรยกเลิกการติดตั้งแอพโซเชียลเน็ตเวิร์คบางตัวออกจากสมาร์ทโฟน และเปลี่ยนมาเป็นเข้าดูผ่านทางเว็บไซต์แทนบ้าง

 

5. ป้องกันข้อมูลดิจิทัลให้ดี

การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข คำพูดนี้สามารถนำมาดัดแปลงใช้กับไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตโลกดิจิตอลได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ข้อเสนอแนะที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่า จะไม่ประสบกับปัญหาการสูญหายของข้อมูลออนไลน์ใน Account ต่าง ๆ ของผู้ใช้ ยอมเสียเวลาแค่ไม่กี่นาที ดีกว่าเสียเป็นชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาในภายหลัง

  • ขั้นแรก ต้องแน่ใจว่าข้อมูลดิจิตอลทุกอย่างที่สำคัญของผู้ใช้ ได้รับการแบ็คอัพไว้ในอุปกรณ์อย่างน้อยสองหรือสามอย่าง เช่น เก็บไว้ในอินเตอร์เน็ตและใน Extenal Drive เพื่อปัองกันการสูญหายของข้อมูล
  • ขั้นที่สอง ตั้งการตรวจสอบการใช้งาน Account ของผู้ใช้เป็น 2 ขั้นตอน บน Account ต่าง ๆ ของผู้ใช้ให้มากที่สุด ลบแอพและบริการต่างที่ไม่จำที่เชื่อมโยงกับ Account ของผู้ใช้ออกไป (เป็นคำแนะนำจาก Twitter และ Facebook)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.t3.com/news/5-habits-for-a-healthier-tech-lifestyle
ภาพประกอบจาก : www.standard.co.uk


โยคะ.jpg

ฝึกโยคะดียังไง หลายคนก็คงพอจะทราบมาบ้างแล้ว วันนี้ FITALIKA ขอเพิ่มอีก 12 เหตุผล ทำไมเราต้องเล่นโยคะ ที่เด็ดมากพอจะชักจูงเพื่อน ๆ ให้มาลองเล่นโยคะดูสักหน่อย ใครชอบเหตุผลไหนเป็นพิเศษ แอบกระซิบมาบอกกันหน่อยนะคะ

 

เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย

เหตุผลหลัก ๆ ที่หลายคนหันมาเล่นโยคะก็คงเป็นเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย เชื่อว่าหลายคนไม่อาจก้มตัวลงแล้วแตะปลายนิ้วเท้าตัวเองได้ด้วยซ้ำ (แน่ะ กำลังลองก้มตัวอยู่ใช่มั้ยล่ะ) แต่เชื่อมั้ยว่าหลายคน ๆ หลังจากเล่นโยคะแล้วก็มักทำได้ เพราะโยคะ คือ การฝึกฝนที่เพิ่มความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวของร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อ เอ็นยึด และเส้นเอ็นก็จะได้เหยียดยืดและเพิ่มความยืดหยุ่นไปด้วย ยิ่งฝึกก็ยิ่งทำท่าโยคะ ท่าต่าง ๆ ได้ง่ายและดีมากขึ้นกว่าเดิม แถมยังช่วยลดความปวดต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน ทั้งอาการ‎ปวดหลัง คอ ไหล่ ‎ข้อต่อ และปัญหาอาการปวดส่วนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

 

ลดความเครียด

การฝึกโยคะช่วยให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีเลย หายใจเข้าออกและค้นหาความสงบจากภายใน ลองจดจ่ออยู่กับช่วงเวลานั้น ตัดขาดจากความวุ่นวายของโลกภายนอก นั่นแหละที่จะช่วยลดความเครียดให้คุณได้ นอกจากนี้ความวิตกกังวล หดหู่ เหนื่อยล้าสะสม โรคหืด และอาการนอนไม่หลับก็จะค่อย ๆ ลดลงด้วยนะ

 

หายใจได้สะดวกขึ้น

อย่างที่บอกไปแล้ว การฝึกโยคะเน้นเรื่องการหายใจเป็นหลัก หายใจเข้าช้า ๆ หายใจออกช้า ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ความเครียดที่สะสมในร่างกายลดลง แถมยังช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกายได้อีกด้วยค่ะ

 

ลดอาการปวด

เล่นโยคะก็จะช่วยลดความปวดต่าง ๆ ได้ด้วยนะคะ บอกเลยว่ามันดีมาก ปลอดภัยกว่ากินยาไอบูโพรเฟนอีกนะ หันมาเล่นโยคะกันดีกว่าค่ะ เพราะช่วยลดอาการปวดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอาสนะโยคะ ทั้งท่าโยคะ การทำสมาธิ การหายใจ ทั้งหมดนั่น ช่วยลดความปวดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการปวดจากโรคมะเร็ง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (โรคเอมเอส – MS : Multiple sclerosis) ความดันโลหิตสูง ข้ออักเสบ หรือออฟฟิศซินโดรมที่หลายคนเป็นกัน ‎ปวดหลัง ปวดไหล่ ให้โยคะช่วยเหลือเถอะค่ะ

 

เพิ่มความแข็งแรง

เพราะว่าโยคะจัดเป็นการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) ทั้งตัวเลย เราจึงได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแบบเต็ม ๆ ยิ่งถ้าฝึกอาสนะโยคะด้วย ก็ยิ่งได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย 

 

เพิ่มระดับความสามารถในการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ

ไม่ใช่แค่ช่วยเสริมความแกร่งแบบฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) อย่างเดียวนะคะ เพราะว่าโยคะยังทำให้เราฝึกแบบคาร์ดิโอได้นานขึ้นด้วยค่ะ บางคนอาจคิดว่าโยคะที่แสนเชื่องช้าน่าเบื่อ เป็นการออกกำลังกายที่เสียเปล่า แต่บอกเลยว่าโยคะนี่แหละ ที่ช่วยลดอัตราชีพจรขณะพัก เพิ่มความอึดทน และเพิ่มอัตราการดูดซึมออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้สูงขึ้นอีกด้วยนะคะ

 

ควบคุมน้ำหนัก

โยคะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เพราะเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ต้องเพิ่มโยคะเข้าไปในตารางออกกำลังกายเดี๋ยวนี้เลย นอกจากนี้ อย่าลืมดูแลอาหารการกินให้ดีด้วย แล้วเพื่อน ๆ ก็จะรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มั่นใจในตัวเองมากกว่าเดิมด้วยนะคะ

 

ระบบการไหลเวียนดีขึ้น

เมื่อฝึกโยคะ เราจะได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย ระหว่างนั้นระบบการไหลเวียนต่าง ๆ ก็จะทำงานและทำงานได้ดีขึ้นด้วย ช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยนะคะ

 

จิตใจแน่วแน่

โยคะคือปัจจุบัน  ปัจจุบันที่ว่าหมายถึงการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน อยู่ในปัจจุบัน หายใจอยู่กับปัจจุปัน โยคะจะสอนให้คุณรู้จักและตะหนักถึงร่างกายตัวเอง ทั้งสร้างความแข็งแรงด้านจิตใจให้คุณได้ด้วย แล้วคุณจะมีสมาธิมากกว่าเดิม ร่างกายทำงานสอดประสานกันได้มากขึ้น แถมปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งต่าง ๆ ก็ดีขึ้นด้วย

 

ได้เข้าสังคม

หลัง ๆ มานี้โยคะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเราไปฝึกโยคะตามสตูดิโอต่าง ๆ ก็มีโอกาสเจอผู้คนมากหน้าหลายตาเลย ลองพูดคุยผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ ๆ ก็อาจช่วยเปิดมุมมองด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้นเลยทีเดียวละ

 

หลับได้ดีขึ้น

ถ้าหากว่ามีปัญหาเรื่องการนอน หลับไม่สนิท หลับยาก หรือชอบตื่นมากลางดึกแล้วละก็ ต้องลองมาฝึกโยคะ ทั้งการหายใจ การผ่อนคลาย และท่าทางการฝึกโยคะจะช่วยให้เราหลับง่าย หลับลึก หลับสบายเลย

 

ความสงบภายใน

แค่ตัดสินใจฝึกโยคะ ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น เพราะจะได้ฝึกการทำสมาธิ ค้นพบตัวตนลึก ๆ ค้นพบจิตวิญญาณของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นความสงบทางจิตใจที่ดีเลยค่ะ

เรารับประกันได้เลยว่า โยคะมีประโยชน์มากกว่านี้แน่นอน ที่ยกมา 12 ข้อเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้นนะคะ แค่ 12 ข้อนี้ก็ยั่วยวนไม่ใช่น้อยแล้วใช่มั้ยล่ะ มาฝึกโยคะเลย อย่าให้เสียเวลาค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://fitalika.com/12-reasons-to-do-yoga/
ภาพประกอบจาก : http://thesociallit.com


ทำงานเป็นสุขด้วยสติสมาธิ.jpg

อารมณ์เครียด อารมณ์แปรปรวน อารมณ์ทุกข์ อารมณ์ไม่พอใจ รวมถึงการขาด สมาธิ ในการทำงาน ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่คนทำงาน เพราะมีการแข่งขัน มีความจำทน ซึ่งต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ และการต้องพบปะทำงานกับผู้คนหลากหลาย และบ่อยครั้งเมื่อประสบปัญหาแล้วก็จับต้นชนปลายไม่ถูก นำมาซึ่งความเครียดความหงดุหงิด แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถทำอะไรจิตใจเราได้เลย หากเรามีสติและสมาธิ มาเรียนรู้วิธีฝึกสติสมาธิเพื่อควบคุมอารมณ์และการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกัน

 

ความคิดว้าวุ่นอะไรบ้างในวัยคนทํางาน

ซึ่งหากเราลองสืบค้นต้นตอดี ๆ จะพบว่าปัญหาทั้งหลายล้วนมาจากต้นตอเดียวคือ “การพบกับสิ่งที่ไม่พอใจหรือสิ่งที่พบไม่เป็นดั่งใจหวัง” แล้วจึงเกิดอารมณ์ความรู้สึกขึ้นในใจต่อมา เช่น ความหงุดหงิด ความโกรธ ความผิดหวัง ความน้อยใจ หรือความเครียด เป็นต้น แต่หากเรามีสติ ตระหนักรู้ทันความคิดแง่ลบของเรา เราก็จะสามารถจัดการกับอารมณ์ ความรู้สึก และปล่อยวางลงได้ความคิดว้าวุ่นอะไรบ้างในวัยคนทํางาน “ทําไมฉันไม่มีเหมือนเขา” เป็นต้น “ฉันควรจะทําได้ดีกว่านี้” “ทําไมหัวหน้าทําอย่างนั้น” “ทําไมคนนั้นถึงไม่ทําแบบนี้”

 

เมื่อมีสติ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

1. สติทำให้เรารู้ตัวเรา

สติเป็นสิ่งที่จําเป็นสําหรับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนวัยทํางานนั้นเป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นมากขึ้น หากยิ่งมีตําแหน่งเป็นหัวหน้างานด้วยแล้ว การฝึกสติสมาธิจะทําให้เราเข้าใจตนเองได้มากขึ้น เช่น รู้ว่าจิตใจเรากําลังขุ่นมัว รู้ว่าตัวเองกําลังทุกข์ เมื่อรู้ทันอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เรามองทุกปัญหาในเชิงบวกมากขึ้น เป็นต้น

2. สติทําให้รู้ทันการเปลี่ยนแปลง

ทุกปัญหาในชีวิตการงานล้วนมาจากรากเดียวกันคือ เมื่อเราพยายามจัดความจริงให้เป็นไปตามใจเรา เช่น อยากให้เพื่อนร่วมงานพูดจาดีกว่านี้ หรืออยากได้เงินเดือนมากกว่านี้ ฯลฯ ทุกความคาดหวังย่อมพาไปพบกับความผิดหวังได้ แต่หากเราจัดการตนเองให้เข้ากับความเป็นจริงได้อย่างมีสติ เรารู้เท่าทันจิตใจของเราในทุกวัน เราก็จะรู้จักปล่อยวางและยอมรับที่จะอยู่กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างกลมกลืนสอดคล้อง จิตใจเราก็จะสงบ ไม่เรียกร้องและไม่อึดอัด

 

การฝึกสติและสมาธิเป็นประจําสม่ำเสมอทุกวัน

โดยการนั่งสมาธิวันละ 10 – 30 นาที จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเรา ดังนี้

  1. เราสามารถควบคุมการทํางานของร่างกายส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
  2. สมองส่วนต่าง ๆ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น
  4. มีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งในมุมมองต่อโลกและการดําเนินชีวิต
  5. เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
  6. ตระหนักรู้ตัวเองและสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
  7. ควบคุมความกลัวได้ดี ทําให้มีความกล้ามากขึ้น
  8. มีคุณธรรม มีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น

สรุปคือ การพัฒนาจิตโดยการฝึกสติและสมาธิส่งผลต่อสมองโดยตรง จะช่วยให้สมองส่วนหน้าพัฒนามากขึ้น และแม้ว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว แต่สมองส่วนนี้ก็ยังสามารถพัฒนาให้ทํางานดีขึ้นได้


เทคนิค-“วิ่งลดพุง”.jpg

เพื่อน ๆ ทุกคนคงไม่มีใครอยากมีพุงใช้ไหมครับ นอกจากจะลำบากในการหาเสื้อผ้าใส่ (เพราะมันใหญ่ขึ้นทุกวัน 55) สุขภาพยังไม่ดี ตามมาด้วยโรคต่าง ๆนานาอีกด้วย ผลวิจัยพบว่าสำหรับผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว จะมีความเสี่ยงสำหรับโรคหัวใจนะครับ นอกจากนั้นการอ้วนลงพุงยังมีผลทำให้ความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอลสูง น้ำตาลในเลือดสูงและโรคเบาหวานอีกด้วย เรียกว่ามันไม่อยู่เปล่า ๆ พาโรคมาด้วยอีกมากมาย

ข่าวดีของทุกคนคือ เพื่อน ๆ มีเครื่องมือที่ดีที่สุดในการลดพุงอยู่ในมือครับ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล…ก็ขา 2 ข้างของเรานี่ล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง ขี่จักรยาน หรือ ออกกำลังต่าง ๆ ก็สามารถช่วยลดพุงได้ทั้งนั้นครับ กุญแจสำคัญคือการออกกำลังกายให้หลากหลายครับ เพื่อให้เกิดการเผาผลาญไขมัน กระตุ้นระบบ Metabolism และฮอร์โมนที่ช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้นครับ โดยเพื่อน ๆ สามารถใช้เทคนิคดังต่อไปนี้เพื่อช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้นครับ

 

interval

ออกกำลังกายแบบ Interval Training อาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้ง
การออกกำลังกายมีหลายรูปแบบครับ แต่การศึกษาหลายๆชิ้นพบว่าการออกกำลังกายแบบเข้มข้น (High-Intensity Training) หรือ Interval Training ครับ สามารถช่วยเผาผลาญไขมันหน้าท้องได้ดีกว่า ทำให้ลดพุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการออกกำลังกายแบบเบาๆ หรือ Low Intensity Exercise ครับ โดยกาออกกำลังกายแบบ Interval Training มีได้หลากหลายครับ โดยหลัก ๆ จะทำเป็นรอบ ๆ หลาย ๆ รอบ เช่น

  • Warm up 10 – 15 นาที
  • ออกกำลังกายที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากๆ (ระดับ 9 จาก Scale 10) โดยเพื่อน ๆ เลือกได้เลยไม่ว่าจะเป็นการกระโดดตบ วิดพื้น กระโดดแยกขา กระโดดสลับขา ฯลฯ
  • พักประมาณ 1 นาที
  • ทำซ้ำประมาณ 5 รอบ
  • Cool Down 2 – 3 นาที

โดยผลการวิจัยพบว่าหลักจากประมาณ 10 – 30 วินาที ของการทำ Interval Training ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ซึ่งช่วยเผาพลาญไขมันและสร้างกล้ามเนื้อครับ นอกจากนั้น Interval Training ยังกระตุ้น Hormone ที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ได้ดีกว่า การออกกำลังกายเบาๆอีกด้วยครับ

 

วิ่งแบบสบาย ๆ

อ่าวไหนเพิ่งบอกให้ออกกำลังกายแบบหนักๆ คืองี้ครับ…การออกกำลังกายแบบ Interval Training บ่อยๆเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ครับ ดังนั้นควรออกกำลังแบบ Interval Training แค่ 1 – 2 ครั้งต่ออาทิตย์ก็พอแล้วครับ ที่เหลือให้วิ่งแบบสบายๆครับ เพื่อนๆอาจเกิดคำถามว่า “สบาย ๆ” นี่มันประมาณไหน ถ้าใช้ภาษาทางการก็เรียกว่า Zone 2 หรือที่ Heart Rate ประมาณ 65 – 75% ครับ การวิ่งในระดับนี้เพื่อนๆจะยังสามารถพูดกับคนรอบข้าง ๆ ได้อยู่นะครับ

 

ใช้กฎ 80/20

การออกกำลังกายแบบ 80/20 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Polarized Training ครับ นั่นคือเพื่อนๆควรใช้ 80 เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่วิ่งไปกับการวิ่งแบบเบา ๆ (Low Intensity Running) ในขณะที่ใช้เวลาที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์กับการวิ่งแบบกลางถึงหนัก (Moderate to Hard Intensity) ครับ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องวิ่งแบบหนัก ๆ ร่างกายจะได้พร้อมและมีพลังงานเพียงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ

การออกกำลังกายทั้งแบบ Low Intensity และ High Intensity ต่างเกื้อกูลและช่วยพัฒนาการวิ่งของเพื่อน ๆ ได้นะครับ การวิ่งเบาๆนอกจากจะสมดุลจากการวิ่งแบบหนัก ๆ ยังช่วยให้เพื่อนๆออกกำลังกายได้หนักขึ้นในช่วง High Intensity อีกด้วยล่ะครับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ทีมงานวิ่งไหนดี.(2010).เทคนิค “วิ่งลดพุง”.22 มิถุนายน 2558.
แหล่งที่มา : http://www.wingnaidee.com/?p=4067
ภาพประกอบจาก : www.wingnaidee.com


นักวิ่งอย่าพลาด-ส่อง-6-แอพฯ-เด็ดพัฒนาการวิ่ง-เกาะเทรนด์ฮิตเพื่อสุขภาพ.jpg

ช่วงนี้เทรนด์ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพมาแรง (มาก)…เราจึงได้เห็นบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ พากันพัฒนาคุณสมบัติสินค้าให้รองรับการใช้งานของผู้ที่รักสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์สนับสนุนการออกกำลังกายทั้งหลาย ซึ่งล้วนถูกพัฒนาให้อำนวยความสะดวกในการใช้งานและเหมาะสมกับการออกกำลังกายได้ดีขึ้น

6 แอพทีเด็ด เพื่อคนชอบวิ่ง

 

Map My Run

ถือเป็นแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจ เพราะมีให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์ โดย Map My Run จะช่วยบันทึกเส้นทางการวิ่งของคุณ ทำให้สามารถเรียกดูเส้นทางและพยายามพัฒนาการวิ่งให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ แอพฯ ดังกล่าวจะแสดงบันทึกของเส้นทางวิ่ง ณ สถานที่ในละแวกนั้น โดยคุณสามารถแชร์กับเพื่อนๆ สำหรับทำการแข่งขันกัน หรือพยายามฝึกฝนการวิ่งของคุณให้ดีขึ้น… แต่หากคุณต้องการใช้งานคุณสมบัติอื่นๆ อาทิ การวิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจ, แผนการฝึกอบรมส่วนบุคคล, การฝึกเสียงและติดตามสด จะต้องสมัครสมาชิกแบบพรีเมียม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายราวๆ 5.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณ 200 บาท) หรือประมาณ 29.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (ประมาณ 1,010 บาท)

 

5K Runner

ถือเป็นโบนัสฟรีๆ ให้ผู้ใช้อุปกรณ์บนระบบไอโอเอส เพราะสามารถดาวน์โหลดแอพฯ 5K Runner ได้ฟรี แถมยังเป็นอีกแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายด้วยจำนวนผู้ใช้งานหลายล้านคน แถมยังมีสำนักข่าวต่างประเทศการันตีอีกหลายแห่ง! ด้วยจุดเด่นที่ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นฟรีต้องการ คือ นอกจากรองรับการใช้งานได้ตอบโจทย์ที่นักวิ่งต้องการ และยังสามารถจัดโปรแกรมพัฒนาทักษะการวิ่งของคุณได้ด้วย ใครเป็นหรือตั้งเป้าเป็นนักวิ่งที่ดี ไม่ควรพลาดดาวน์โหลดแอพฯ นี้มาใช้

 

Zombies, Run! 5K Training

แม้จะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ต้องซื้อในราคา 1.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 67 บาท) บนทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการ แต่หลายคนก็ลงความเห็นว่าคุ้มค่า! เพียงใส่หูฟังและเริ่มต้นฝึกทักษะการวิ่งแบบ 5 กิโลเมตร ซึ่งมีโปรแกรมเทรนด์ให้คุณใน 8 สัปดาห์ และนอกจากคุณสมบัติของแอพฯ ออกกำลังกายแล้ว แอพฯ Zombies, Run! ยังมอบความบันเทิงให้คุณขณะวิ่งจากเรื่องราวหลอนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นแรงกระตุ้นให้คุณขยันและอยากออกกำลังกายได้มากขึ้น (มั้ง)

 

5K101

มีให้ดาวน์โหลดทั้งบนไอโอเอสและแอนดรอยด์ แต่คุณต้องจ่ายเงินประมาณ 2.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 100 บาท) เพื่อใช้งานบนอุปกรณ์ไอโอเอส และ 4.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 168 บาท) ?เพื่อใช้งานบนอุปกรณ์ระบบแอนดรอยด์ โดยนี่ถือเป็นอีกหนึ่งแอพพลิเคชั่นที่เน้นการวิ่งอย่างจริงจัง ระบบจะบันทึกเส้นทางการวิ่งของคุณผ่าน GPS พร้อมให้ผู้ใช้สามารถแชร์เรื่องราวหรือสถิติการฝึกฝนในแต่ละครั้งสู่โซเชียลมีเดีย…ใครรู้ตัวว่าเป็นสายโหดในการออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด อาจจะถูกใจแอพฯ นี้ก็ได้